แผนการฝัง Touch ID ลงใน Digital Crown ของ Apple Watch ที่พูดถึงกันมานานกว่า 6 ปี อาจถูกพับเก็บอย่างเงียบๆ แล้ว ตามรายงานจาก 9to5Mac ที่อ้างอิงข้อมูลจากผู้รั่วข้อมูลรายที่รู้จักกันในชื่อ Instant Digital โดยระบุว่า Apple ตัดสินใจไม่นำ Touch ID มาใส่ใน Apple Watch รุ่นปี 2026 ด้วยเหตุผลด้านต้นทุนและข้อจำกัดของแบตเตอรี่

จากสิทธิบัตรและโค้ดลับ สู่แผนที่อาจไม่เกิดขึ้นจริง

ความคาดหวังเรื่อง Touch ID บน Apple Watch ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีหลักฐานสะสมมาหลายปี

ย้อนไปในปี 2020 Apple ยื่นจดสิทธิบัตรที่บ่งชี้ถึงการฝังเซ็นเซอร์ Touch ID เข้าไปใน Digital Crown โดยตรง แม้ข้อความในเอกสารจะคลุมเครือ แต่ภาพประกอบระบุตำแหน่งเซ็นเซอร์ไว้อย่างชัดเจน ตามที่ 9to5Mac รายงาน

จากนั้นในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว Macworld ค้นพบโค้ดที่เกี่ยวข้องกับ Apple Watch รุ่นปี 2026 ซึ่งมีการอ้างอิงถึง "AppleMesa" — ชื่อโค้ดภายในที่รู้จักกันดีว่าหมายถึง Touch ID — ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่าฟีเจอร์นี้ใกล้จะเป็นจริงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ในระดับสิทธิบัตรและโค้ดรั่ว ไม่ใช่การยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Apple แต่อย่างใด

2 เหตุผลที่ Instant Digital ระบุว่า Apple ถอยหลัง

Instant Digital ซึ่งเป็นผู้รั่วข้อมูลที่มีประวัติค่อนข้างแม่นยำในแวดวง Apple อ้างว่า Apple ตัดสินใจยกเลิกแผน Touch ID สำหรับ Apple Watch ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ

เหตุผลรายละเอียด
① ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นราคาชิ้นส่วนอย่างหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้น กดดันอัตรากำไร การเพิ่มเซ็นเซอร์ใหม่จึงเป็นภาระที่ยากจะรับได้
② พื้นที่แบตเตอรี่ถูกบีบวงจรประมวลผลของ Touch ID จะกินพื้นที่ภายในตัวเรือน ส่งผลให้ความจุแบตเตอรี่ลดลง

ตามรายงาน Apple เลือกที่จะรักษาระบบปลดล็อกผ่าน iPhone ที่จับคู่ไว้ตามเดิม และหันมาทุ่มทรัพยากรให้กับการขยายความจุแบตเตอรี่และการเพิ่มเซ็นเซอร์สุขภาพขั้นสูงแทน

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นเพียงรายงานที่ไม่เป็นทางการ และ Apple ยังไม่ได้ออกมายืนยันหรือปฏิเสธแต่อย่างใด

Apple Watch 2026 จะได้อะไรแทน Touch ID

หาก Instant Digital รายงานถูกต้อง ผู้ใช้ที่รอ Touch ID อาจต้องผิดหวัง แต่ก็มีสิ่งที่น่าสนใจรออยู่เช่นกัน

ด้านแบตเตอรี่ — ความจุที่เพิ่มขึ้นหมายถึงการชาร์จที่น้อยลง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ใช้ Apple Watch ร้องขอมาโดยตลอด ปัจจุบัน Apple Watch Series 11 ทำได้สูงสุด 24 ชั่วโมงในโหมดปกติ และ 38 ชั่วโมงในโหมดประหยัดพลังงาน

ด้านเซ็นเซอร์สุขภาพ — 9to5Mac รายงานว่าแม้ด้านนอกจะยังคงรูปทรงเดิม แต่จำนวนเซ็นเซอร์ด้านหลังตัวเรือนอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เปิดทางให้ติดตามตัวชี้วัดสุขภาพที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

สำหรับ Apple Watch Ultra 4 — Digitimes รายงานว่าเซ็นเซอร์ใหม่จะช่วยให้ประสิทธิภาพการใช้พลังงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าจะเปิดตัวในช่วงต้นเดือนกันยายน

ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์ภายนอกนั้น MacRumors ระบุว่าอาจต้องรอถึงปี 2028 ซึ่งอาจมาพร้อมกับฟีเจอร์วัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบไม่ต้องเจาะ แม้ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นพัฒนาเบื้องต้น

บทเรียนจาก Series 11 และทิศทางตลาดโลก

การตัดสินใจเลือกแบตเตอรี่และเซ็นเซอร์แทน Touch ID สอดคล้องกับสิ่งที่ Series 11 พิสูจน์ให้เห็นแล้ว Apple ใช้ชิปรุ่นเดิม (S10) แต่ปรับซอฟต์แวร์และเพิ่มความจุแบตเตอรี่ พร้อมนำ 5G RedCap มาใช้เพื่อรักษาอายุแบตเตอรี่ให้เทียบเท่ารุ่น GPS

ผลลัพธ์ที่ได้คือ Counterpoint Research รายงานว่า Apple Watch ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทวอทช์โลก 23% ในปี 2025 และบันทึกการเติบโตของยอดส่งมอบรายปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 โดยปัจจัยที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญ ได้แก่ 5G RedCap, การแจ้งเตือนความดันโลหิตสูง และการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียม — ไม่ใช่ Touch ID

สำหรับผู้บริโภคในไทย ตลาดสมาร์ทวอทช์บ้านเราเติบโตต่อเนื่อง และ Apple Watch ยังคงเป็นตัวเลือกระดับพรีเมียมที่ได้รับความนิยม หาก Apple มุ่งเน้นแบตเตอรี่และสุขภาพแทน Touch ID ก็อาจตอบโจทย์ผู้ใช้ไทยที่ต้องการนาฬิกาที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นโดยไม่ต้องพึ่ง iPhone ตลอดเวลา ข้อมูลการวางจำหน่าย Apple Watch รุ่นปี 2026 ในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ แต่คาดว่าจะวางขายผ่าน iStudio และ Studio7 ตามปกติหลังเปิดตัวในช่วงกันยายน

แหล่งที่มา