สามยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ AT&T, T-Mobile และ Verizon กำลังเตรียมจับมือตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อให้บริการดาวเทียมแบบ Direct-to-Device (D2D) ตามรายงานของ Android Authority ซึ่งระบุว่าทั้งสามฝ่ายบรรลุ "ข้อตกลงในหลักการ" (agreement in principle) แล้ว แม้ยังไม่มีกำหนดเปิดตัวที่ชัดเจน แต่ทิศทางนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโลก

เป้าหมายหลัก: ดับโซนอับสัญญาณที่ยังเหลืออยู่ในสหรัฐฯ

ปัจจุบันเครือข่ายภาคพื้นดินในสหรัฐฯ ครอบคลุมพื้นที่ได้เพียงราว 64% ของประเทศ ขณะที่อีกประมาณ 9% ไม่มีสัญญาณจากโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินใดเลย และราว 7% ของเขตการปกครอง (county) ยังขาดบริการโทรศัพท์มือถือที่เพียงพอ

บริษัทร่วมทุนที่วางแผนไว้มีเป้าหมายสามประการ ได้แก่

  • "แทบกำจัด" (nearly eliminate) โซนอับสัญญาณทั่วสหรัฐฯ
  • ขยายการเข้าถึงพื้นที่ที่ไม่เคยมีหรือมีสัญญาณไม่เพียงพอมาก่อน
  • จัดเตรียมการเชื่อมต่อสำรองในสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ เมื่อเครือข่ายภาคพื้นดินล่ม

แนวคิดหลักคือการนำทรัพยากรคลื่นความถี่ (spectrum) ของทั้งสามรายมารวมกัน เพื่อให้ผู้ให้บริการดาวเทียมสามารถให้บริการผู้ใช้ได้กว้างขึ้นผ่านแพลตฟอร์มเดียว โดยผู้ใช้ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม

พันธมิตรดาวเทียมที่แต่ละรายมีอยู่แล้ว ยังคงดำเนินต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ JV นี้ ไม่ได้แทนที่ ความร่วมมือที่แต่ละรายมีอยู่กับผู้ให้บริการดาวเทียมรายอื่น แต่จะดำเนินควบคู่กันไป

  • T-Mobile ร่วมมือกับ SpaceX Starlink ซึ่งถือว่าก้าวหน้าที่สุดในตลาด D2D ปัจจุบัน ให้บริการครอบคลุมถึงการโทรฉุกเฉิน, WhatsApp voice call และข้อมูลแอปพลิเคชันบางส่วนแก่ลูกค้า T-Mobile แล้ว
  • AT&T และ Verizon ร่วมมือกับ AST SpaceMobile ซึ่งวางแผนส่งดาวเทียมเพิ่มอีก 45 ดวงภายในปีนี้เพื่อเร่งเปิดบริการเชิงพาณิชย์
  • Verizon ยังมีความร่วมมือเพิ่มเติมกับ Amazon Leo และ Skylo

ด้าน Abel Avellan ประธานและ CEO ของ AST SpaceMobile แสดงความยินดีต่อการประกาศนี้ โดยระบุว่า "ยินดีที่อุตสาหกรรมกำลังเตรียมพร้อมนำการเชื่อมต่อบรอดแบนด์เซลลูลาร์จากอวกาศไปสู่ชาวอเมริกันทุกคน"

มาตรฐานร่วมและการแข่งขันด้านคลื่นความถี่

นอกจากการรวมทรัพยากร JV นี้ยังมีเป้าหมายผลักดัน มาตรฐานทางเทคนิคร่วม เพื่อดึงผู้พัฒนา OS, นักพัฒนาแอปพลิเคชัน และผู้ผลิตอุปกรณ์เข้ามาสนับสนุนความเข้ากันได้ในวงกว้าง

ในแง่ของคลื่นความถี่ FCC เพิ่งอนุมัติเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 ให้ SpaceX เข้าซื้อคลื่นความถี่แห่งชาติราว 65 MHz จาก EchoStar ซึ่งเป็นคลื่นแบบ exclusive และต่อเนื่อง ที่ Starlink ต้องการสำหรับการเชื่อมต่อ 5G โดยตรงกับสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริม คาดว่าจะเพิ่มความจุได้มากกว่า 100 เท่าเมื่อเทียบกับระบบ D2D รุ่นแรก

ตลาด D2D เองก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่เห็นจากตัวเลขต่อไปนี้

ตัวชี้วัดข้อมูล
การเติบโตของการเชื่อมต่อ D2Dเพิ่มขึ้นราว 25% ระหว่างกรกฎาคม 2025 – มีนาคม 2026
สัดส่วนผู้ใช้ D2D ใน Speedtest (สหรัฐฯ)0.46% ณ มีนาคม 2026
จำนวนประเทศที่มีบริการ D2D แล้ว15 ประเทศ (61 ประเทศอยู่ระหว่างวางแผน/ทดสอบ)
พันธมิตรผู้ให้บริการStarlink 59 ราย, AST SpaceMobile 28 ราย

Amazon ก็เดินหน้าในตลาดนี้เช่นกัน โดยเมื่อเดือนที่แล้วบรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ Globalstar มูลค่าราว 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.18 แสนล้านบาท) โดยวางแผนเข้าสู่ตลาด D2D ในปี 2028

ยังอยู่ในขั้น "ตกลงในหลักการ" — ยังไม่มีกำหนดเปิดตัว

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ณ ขณะนี้ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียง "agreement in principle" หรือข้อตกลงในหลักการเท่านั้น ยังไม่มีการยืนยันว่า JV จะเกิดขึ้นจริง และยังไม่มีกรอบเวลาเปิดตัวที่ชัดเจน การที่คู่แข่งระดับนี้จะวางความขัดแย้งทางธุรกิจไว้ข้างหนึ่งและร่วมมือกันได้จริงหรือไม่ ยังต้องติดตามต่อไป

สำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในไทย แม้ JV นี้มุ่งเป้าที่ตลาดสหรัฐฯ โดยตรง แต่หากการผลักดันมาตรฐาน D2D ร่วมระหว่างผู้ให้บริการรายใหญ่ประสบความสำเร็จ ก็อาจเร่งให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรองรับการเชื่อมต่อดาวเทียมในอุปกรณ์รุ่นใหม่ได้เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดโลกรวมถึงไทยในระยะกลาง ข้อมูลการวางจำหน่ายบริการ D2D อย่างเป็นทางการในไทยยังไม่ได้รับการประกาศจากผู้ให้บริการเครือข่ายในไทย (AIS/TrueMove H/dtac)

แหล่งที่มา