เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 ผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ 3 รายของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ AT&T, T-Mobile และ Verizon ได้ประกาศแผนจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) เพื่อรวมทรัพยากรคลื่นความถี่ดาวเทียมและให้บริการ direct-to-device รวมถึงระบบสำรองฉุกเฉิน สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของวงการมากที่สุดคือ ชื่อของ Starlink ไม่ปรากฏในการประกาศครั้งนี้แม้แต่ครั้งเดียว ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าสัญญาผูกขาด T-Satellite ระหว่าง T-Mobile กับ Starlink กำลังจะหมดอายุในช่วงฤดูร้อนปีนี้

3 ค่ายใหญ่รวมคลื่น ไม่พึ่ง Starlink

ตามรายงานของ Android Authority Verizon ระบุว่าการรวมทรัพยากรคลื่นความถี่ดาวเทียมของทั้งสามบริษัทจะช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่สม่ำเสมอมากขึ้นในการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมช่วงเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติ

เป้าหมายหลักที่ระบุในแถลงการณ์ของ AT&T ประกอบด้วย:

  • การแก้ปัญหา "พื้นที่อับสัญญาณ" ในเขตชนบท พื้นที่ภูเขา และอาคารบางส่วนทั่วสหรัฐฯ
  • สร้างแพลตฟอร์มกลางให้ผู้ให้บริการดาวเทียมเชื่อมต่อกับโครงข่ายภาคพื้นดิน
  • เสริมความแข็งแกร่งในการสื่อสารช่วงภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ประกาศ ข้อตกลงยังอยู่ในขั้น "agreement in principle" หรือการตกลงในหลักการเท่านั้น ยังต้องผ่านการลงนามสัญญาฉบับสมบูรณ์และเงื่อนไขการปิดดีลก่อนที่บริการจะเริ่มดำเนินการจริง

Teslarati ประเมินว่าการที่ผู้ให้บริการรายใหญ่ทั้งสามร่วมมือกันในลักษณะนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และมองว่าเป็นการตอบโต้การรุกคืบของ SpaceX ในตลาดโทรคมนาคมโดยตรง

Starlink เดินหน้าสายตัวเอง — จากสัญญา T-Mobile สู่แบรนด์อิสระ

ความสัมพันธ์ระหว่าง Starlink กับ T-Mobile กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยน สัญญาผูกขาด T-Satellite ที่เปิดให้ผู้ใช้ T-Mobile ส่ง SMS ผ่านดาวเทียม Starlink ได้กำลังจะหมดอายุในช่วงฤดูร้อนปี 2026 และ Srinivasan Gopalan จาก T-Mobile ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าบริษัทไม่มีแผนจะพัฒนา MVNO สำหรับ Starlink พร้อมเผยด้วยว่าการใช้งาน T-Satellite นั้น "น้อยกว่าที่คาดไว้"

ขณะเดียวกัน Starlink เองก็แสดงสัญญาณชัดเจนว่าต้องการเดินหน้าในตลาดโมบายล์ด้วยตัวเอง:

  • ยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "Starlink Mobile" และ "Powered by Starlink" ในช่วงครึ่งหลังของปี 2025
  • เข้าซื้อคลื่นความถี่ภาคพื้นดินจาก EchoStar (บริษัทแม่ของ Boost Mobile และ Dish Network)
  • ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Elon Musk ให้สัมภาษณ์ว่า Starlink กำลังพัฒนาอุปกรณ์ของตัวเอง โดยระบุว่า "ไม่ใช่โทรศัพท์" แต่มีความสามารถด้าน AI — นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าอาจเป็นอุปกรณ์ประเภท smart satellite hotspot ขั้นสูง แม้รายละเอียดยังไม่ได้รับการยืนยัน

AST SpaceMobile: ตัวเต็งพันธมิตรดาวเทียมของ JV

หากสามค่ายใหญ่ต้องการพันธมิตรดาวเทียมที่ไม่ใช่ Starlink ชื่อที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้คือ AST SpaceMobile บริษัทออกแถลงการณ์ตอบรับการประกาศ JV เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 พร้อมเน้นย้ำว่าตนมีสัญญาเชิงพาณิชย์กับ AT&T, Verizon และ Vodafone อยู่แล้ว

รายการรายละเอียด
AT&Tเปิดให้ผู้ใช้กลุ่มคัดเลือก (รวม FirstNet) ทดสอบบริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2026
Verizonมีสัญญาเชิงพาณิชย์ที่ใช้คลื่น 850 MHz ย่านต่ำ
การส่งดาวเทียม BlueBirdดาวเทียมหมายเลข 8, 9 และ 10 กำหนดส่งขึ้นวงโคจรด้วยจรวด Falcon 9 กลางเดือนมิถุนายน 2026
เป้าหมายปลายปี 2026ดาวเทียม LEO ราว 45–60 ดวงในวงโคจร
กำลังการผลิตสามารถผลิต BlueBird ได้สูงสุด 6 ดวงต่อเดือน

แผนการส่งดาวเทียมทุก 1–2 เดือนอย่างต่อเนื่องทำให้ AST SpaceMobile มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นแกนหลักของ JV เมื่อสัญญาฉบับสมบูรณ์ถูกลงนาม

Starlink จะไปทางไหน — 3 สถานการณ์ที่เป็นไปได้

Andrew Grush นักวิเคราะห์จาก Android Authority ชี้ว่า Starlink มีทางเลือกอยู่หลายแนวทาง แต่แต่ละทางมีความท้าทายต่างกัน:

  1. เปิดให้ MVNO ใช้งาน — หาก JV ของสามค่ายเปิดให้ MVNO เข้าร่วม Starlink อาจสูญเสียพันธมิตรที่มีศักยภาพส่วนใหญ่ไป
  2. จับมือ MVNO บางราย — ใช้แบรนด์ "Powered by Starlink" ร่วมกับ MVNO คัดเลือก คล้ายรูปแบบ T-Satellite เดิม
  3. เดินสายอิสระเต็มตัว — ต้องสร้างจุดขายที่เกินกว่าการเป็นระบบสำรองฉุกเฉิน เพราะการแข่งขันด้านความเร็วและความน่าเชื่อถือกับโครงข่ายภาคพื้นดินของสามค่ายใหญ่ยังเป็น "เส้นทางที่ยาวไกล"

Grush ระบุด้วยว่าหากมีบริการ Starlink Mobile แบบ on-demand ที่มีโควต้าข้อมูลสมเหตุสมผลในราคาต่ำกว่า $30 ต่อเดือน (ประมาณ 1,080 บาท) เขาเองก็พร้อมสมัครใช้งาน โดยอาจจับคู่กับ MVNO ราคาประหยัดสำหรับโครงข่ายภาคพื้นดิน

ผลสำรวจผู้อ่าน Android Authority จำนวน 21 คน (ตัวอย่างขนาดเล็ก) พบว่า 48% สนใจบริการ Starlink Mobile เพราะมองว่าการแข่งขันที่มากขึ้นเป็นเรื่องดี ขณะที่ 33% ระบุว่าไม่ไว้วางใจ Starlink

ผลกระทบต่อตลาดโทรคมนาคมในภูมิภาค

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในตลาดสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่มีนัยสำคัญต่อทิศทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลก รวมถึงไทย ในแง่ที่ว่าโมเดลการรวมคลื่นดาวเทียมระหว่างผู้ให้บริการหลายรายเพื่อครอบคลุมพื้นที่อับสัญญาณอาจเป็นแนวทางที่ผู้ให้บริการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำมาพิจารณาในอนาคต

สำหรับผู้บริโภคในไทยที่ใช้งาน Starlink ในปัจจุบัน ข้อมูลการวางจำหน่ายบริการ Starlink Mobile ในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ ควรติดตามพัฒนาการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เมื่อสัญญา T-Satellite หมดอายุและทิศทางของ Starlink ในตลาดโมบายล์จะชัดเจนขึ้น

แหล่งที่มา