เหตุการณ์ที่ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยอย่างการตั้งชื่ออุปกรณ์ Bluetooth ว่า "BOMB" กลับกลายเป็นชนวนให้เที่ยวบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกต้องหันหัวกลับกลางอากาศ หลังบินออกจากสหรัฐฯ ไปแล้วกว่า 4 ชั่วโมง ส่งผลให้ผู้โดยสารกว่า 190 คนต้องเสียเวลารวมเกือบ 10 ชั่วโมง ก่อนจะได้เดินทางต่อในวันถัดไป

UA236 บินกลับ Newark กลางมหาสมุทรแอตแลนติก

เที่ยวบิน United Airlines UA236 ออกเดินทางจากสนามบิน Newark Liberty รัฐนิวเจอร์ซีย์ มุ่งหน้าสู่เมือง Palma de Mallorca ประเทศสเปน เมื่อเวลา 18:08 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยใช้เครื่อง Boeing 767-400ER ทะเบียน N67052 บรรทุกผู้โดยสาร 190 คน และลูกเรืออีก 12 คน รวม 202 ชีวิต

ระหว่างการบิน ลูกเรือตรวจพบสัญญาณ Bluetooth ที่ใช้ชื่อว่า "BOMB" กำลังส่งสัญญาณอยู่ภายในห้องโดยสาร ลูกเรือประกาศขอให้ผู้โดยสารปิด Bluetooth ทุกคน แต่ยังคงมีสัญญาณหลายรายการตอบสนองอยู่ต่อเนื่อง นักบินจึงตัดสินใจส่งรหัสฉุกเฉิน Squawk 7700 ผ่านระบบ Transponder และนำเครื่องบินหันหัวกลับสู่ Newark ทั้งที่ขณะนั้นบินผ่านไปแล้วกว่า 4 ชั่วโมง และอยู่ใกล้จุดกึ่งกลางของมหาสมุทรแอตแลนติก

United Airlines ออกแถลงการณ์ระบุเพียงว่าเป็น "ข้อกังวลด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น (potential security concern)" โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ผู้โดยสารทุกคนต้องลงจากเครื่อง พร้อมตรวจสอบสัมภาระทั้งหมด

เมื่อเครื่องบินลงจอดที่ Newark อีกครั้ง เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทั้งระดับรัฐบาลกลางและท้องถิ่นรุดไปที่เครื่องทันที ขั้นตอนที่เกิดขึ้นมีดังนี้

  • ผู้โดยสารทุกคนต้องลงจากเครื่อง โดยนำเฉพาะหนังสือเดินทางและสมาร์ตโฟนติดตัวออกมา สัมภาระในห้องโดยสารถูกทิ้งไว้บนเครื่อง
  • ทีมรักษาความปลอดภัยตรวจสอบภายในเครื่องบินและห้องเก็บสัมภาระอย่างละเอียด
  • ผู้โดยสารต้องผ่านการตรวจความปลอดภัยของ TSA อีกครั้ง
  • เที่ยวบินทดแทนออกเดินทางในเวลาประมาณ 02:30 น. ของวันถัดไป และเดินทางถึง Palma de Mallorca เวลา 15:41 น. ตามเวลาท้องถิ่น

รวมแล้วผู้โดยสารสูญเสียเวลาไปเกือบ 10 ชั่วโมงจากเหตุการณ์ครั้งนี้

แหล่งที่มาของสัญญาณ: Fitbit หรือลำโพงของวัยรุ่น?

ข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ต้นเหตุยังคงมีความคลาดเคลื่อนระหว่างแหล่งข่าวต่าง ๆ บนแพลตฟอร์ม Reddit มีผู้โดยสารหลายรายโพสต์ว่าอุปกรณ์ดังกล่าวเป็น "ลำโพงพกพาของวัยรุ่นที่ตั้งชื่อ Bluetooth ว่า BOMB เอาไว้" อย่างไรก็ตาม New York Post รายงานในภายหลังว่าอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณชื่อ "BOMB" แท้จริงแล้วคือ Fitbit และเจ้าของเป็นเด็กอายุ 16 ปี ซึ่งข้อมูลทั้งสองชุดยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่

ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ประเภทใด สิ่งที่ชัดเจนคือชื่อ Bluetooth เพียงชื่อเดียวสามารถก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อผู้โดยสารหลายร้อยคนได้จริง

นักบินผู้เชี่ยวชาญมองต่างมุม: ตัดสินใจถูกต้องหรือตอบสนองเกินเหตุ?

Phil Squares อดีตนักบินที่มีชั่วโมงบินสะสมกว่า 23,500 ชั่วโมง ให้สัมภาษณ์กับ Simple Flying ว่า

"ผมไม่มีข้อกังขาต่อการตัดสินใจของนักบิน หากผู้ที่เกี่ยวข้องปิด Bluetooth ตั้งแต่แรก ผมก็คงบินต่อไปเช่นกัน"

ขณะที่ Ben Schlappig นักเขียนด้านการบินชื่อดังจาก One Mile at a Time แสดงความเห็นต่างว่า ตลอดประวัติศาสตร์การบินพาณิชย์ที่มีผู้โดยสารรวมกันหลายล้านล้านที่นั่ง ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ก่อการร้ายจริงที่มีต้นตอมาจากชื่อเครือข่าย Wi-Fi หรือ Bluetooth ว่า "bomb" แม้แต่ครั้งเดียว และตั้งคำถามว่าการตอบสนองในระดับนี้เหมาะสมหรือไม่

ทั้งสองมุมมองสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญ ระหว่างการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดกับการบริหารจัดการเหตุการณ์ที่อาจเป็นเพียงความเข้าใจผิด

ตรวจสอบชื่ออุปกรณ์ Bluetooth ของคุณก่อนขึ้นเครื่อง

สำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางในประเทศหรือระหว่างประเทศ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ชัดเจนว่าชื่ออุปกรณ์ Bluetooth ที่ตั้งเล่น ๆ หรือตั้งทิ้งไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจก่อให้เกิดปัญหาได้จริงในสภาพแวดล้อมที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยสูง การตรวจสอบและเปลี่ยนชื่ออุปกรณ์ทำได้ง่ายดังนี้

  • iPhone: ไปที่ "การตั้งค่า" → "ทั่วไป" → "เกี่ยวกับ" → "ชื่อ"
  • Android: ไปที่ "การตั้งค่า" → "อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ" หรือ "Bluetooth" → แตะไอคอนฟันเฟืองของอุปกรณ์ → แก้ไขชื่อ
  • ลำโพงพกพาหรือหูฟัง: ใช้แอปของผู้ผลิต เช่น Sony Headphones Connect หรือ JBL Portable เพื่อเปลี่ยนชื่อ

สำหรับผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด การตรวจสอบชื่ออุปกรณ์ Bluetooth ทุกชิ้นก่อนขึ้นเครื่องถือเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าที่ไม่จำเป็นซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารคนอื่นอีกหลายร้อยคน

แหล่งที่มา