BOOX Go 10.3 Gen II คือแท็บเล็ต E-Ink ขนาด 10.3 นิ้วที่วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 ในราคา $399 (ประมาณ 14,400 บาท) จุดเด่นที่ทำให้อุปกรณ์นี้น่าสนใจคือการรัน Android 15 เต็มรูปแบบพร้อม Play Store ทำให้ผู้ใช้ไม่ถูกล็อกอยู่กับระบบนิเวศใดระบบนิเวศหนึ่ง ตามรายงานรีวิวโดย Kaitlyn Cimino จาก Android Authority

สเปกและฮาร์ดแวร์: E Ink Carta 1200 ความละเอียด 300 PPI

BOOX Go 10.3 Gen II ใช้จอ E Ink Carta 1200 ขนาด 10.3 นิ้ว ความละเอียด 2,480 × 1,860 พิกเซล หรือ 300 PPI ซึ่งให้ความคมชัดเทียบเท่าตัวอักษรบนกระดาษพิมพ์คุณภาพสูง ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ออกตาคอร์ RAM 4 GB พื้นที่จัดเก็บ 64 GB และแบตเตอรี่ 3,700 mAh

รายการรุ่นมาตรฐานรุ่น Lumi
ราคา$399.99 (ประมาณ 14,400 บาท)$449.99 (ประมาณ 16,200 บาท)
น้ำหนัก360 กรัม364 กรัม
ความบาง4.6 มม.4.8 มม.
ไฟหน้าจอ (Frontlight)ไม่มีมี — ปรับอุณหภูมิสีได้ 32 ระดับ

ความแตกต่างหลักระหว่างสองรุ่นคือ Lumi เพิ่มชั้น Frontlight สำหรับอ่านในที่มืด แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือจะมีช่องอากาศบางๆ ระหว่างกระจกกับแผงจอ ทำให้เห็นเงาจางๆ ที่ขอบจอในบางมุมมอง รุ่นมาตรฐานที่ไม่มี Frontlight ให้ภาพที่ "ใกล้เคียงกระดาษ" มากกว่า

Android 15 และ Play Store: อิสระที่ Kindle ให้ไม่ได้

จุดขายสำคัญที่สุดของ BOOX Go 10.3 Gen II คือการรัน Android 15 เต็มรูปแบบพร้อมเข้าถึง Play Store ได้โดยตรง หมายความว่าผู้ใช้สามารถติดตั้งแอปอ่านหนังสือได้หลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น Kindle App, Google Play Books, Libby, Pocket หรือแอปจดบันทึกต่างๆ

รองรับไฟล์หลากหลายรูปแบบโดยไม่ต้องแปลงไฟล์ ได้แก่ EPUB, PDF, ไฟล์การ์ตูน, Word, PowerPoint และไฟล์บีบอัด ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเหนือ Kindle ที่จำกัดรูปแบบไฟล์และผูกผู้ใช้ไว้กับ Amazon Store

สำหรับผู้ใช้ในไทยที่ซื้อ e-book จากหลายแหล่ง เช่น Ookbee, MEB หรือ Google Play Books ควบคู่กับ Kindle อุปกรณ์นี้ช่วยให้รวมทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียวได้โดยไม่ต้องพกหลายเครื่อง

อย่างไรก็ตาม รีวิวระบุข้อด้อยของซอฟต์แวร์อย่างตรงไปตรงมา ได้แก่ เมนูที่ค่อนข้างซับซ้อน บางแอปต้องปรับค่า Refresh Rate ด้วยตนเอง และประสบการณ์ใช้งานโดยรวมต้องการการตั้งค่าจากผู้ใช้มากกว่า Kindle หรือ reMarkable ที่ออกแบบมาเพื่อความเรียบง่าย

สไตลัส Active InkSense Plus: เขียนลื่น แต่ต้องชาร์จแบตเตอรี่

BOOX Go 10.3 Gen II มาพร้อมสไตลัส Active InkSense Plus ที่รีวิวระบุว่าให้ความรู้สึกเขียนเป็นธรรมชาติ พื้นผิวจอช่วยลดความลื่นเกินไปแบบ iPad ทำให้การเขียนมีแรงต้านพอดี และความหน่วงของปลายปากกาอยู่ในระดับที่แทบไม่รู้สึก

ข้อกังวลหลักคือสไตลัสรุ่นนี้ต้องชาร์จแบตเตอรี่ รีวิวรายงานว่าเคยวางลืมและพบว่าแบตหมดหลายครั้ง การยึดติดด้วยแม่เหล็กทำได้ แต่ "ไม่มั่นใจพอที่จะพกโดยไม่มีเคส" และเคส Folio ที่มาพร้อมกันก็มีคุณภาพที่ไม่สมราคา รวมถึงแม่เหล็กล็อกเคสที่รีวิวเรียกว่า "น่าจะหายได้ง่าย"

เปรียบเทียบกับ Kindle Scribe และ reMarkable ในปี 2026

ตลาดแท็บเล็ต E-Ink ขนาดใหญ่ปี 2026 มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

รุ่นราคาจุดเด่น
BOOX Go 10.3 Gen II$399 (ประมาณ 14,400 บาท)Android 15, Play Store, ยืดหยุ่นสูง
Kindle Scribe (ขาวดำ)ประมาณ $400 (ประมาณ 14,400 บาท)แบตอยู่ 3–4 สัปดาห์, ใช้งานง่าย
Kindle Scribe Colorsoft$629 (ประมาณ 22,600 บาท)จอสี E-Ink
reMarkable Paper Pro$629 (ประมาณ 22,600 บาท)จอสี, แบตอยู่ 2–3 สัปดาห์
reMarkable Paper Pro Move$429 (ประมาณ 15,400 บาท)ราคาเข้าถึงได้กว่า

BOOX Go 10.3 Gen II อยู่ในระดับราคาเดียวกับ Kindle Scribe ขาวดำ แต่ให้ความยืดหยุ่นด้าน Android มากกว่า ในขณะที่ Kindle Scribe มีแบตเตอรี่อยู่ได้นานกว่ามาก (3–4 สัปดาห์ เทียบกับ BOOX ที่ขึ้นอยู่กับการใช้งาน)

สำหรับผู้ที่ต้องการความเรียบง่ายสูงสุดและไม่ติดขัดกับระบบนิเวศ Amazon — Kindle Scribe ยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่หากต้องการอ่านจากหลายแหล่งในเครื่องเดียวและยอมรับ UI ที่ซับซ้อนกว่าได้ BOOX Go 10.3 Gen II คือคำตอบที่น่าพิจารณา

สิ่งที่ควรตัดสินใจก่อนซื้อ

ตามรายงานรีวิว ผู้ที่สนใจ BOOX Go 10.3 Gen II ควรพิจารณา 3 ประเด็นหลัก

  1. ต้องการ Frontlight หรือไม่ — หากอ่านในที่มืดเป็นประจำ ควรเลือกรุ่น Lumi ($449.99 / ประมาณ 16,200 บาท) แม้จะสูญเสียความ "คล้ายกระดาษ" ไปบ้าง
  2. ยอมรับสไตลัสที่ต้องชาร์จได้หรือไม่ — ผู้ที่ต้องการสไตลัสที่ไม่ต้องดูแลมากอาจรู้สึกไม่สะดวก
  3. รับมือกับ UI ที่ซับซ้อนได้หรือไม่ — BOOX ต้องการการตั้งค่าและปรับแต่งมากกว่า Kindle หรือ reMarkable อย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ แต่สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างประเทศได้ในราคา $399–$449.99 (ประมาณ 14,400–16,200 บาท) ยังไม่รวมค่าจัดส่งและภาษีนำเข้า ซึ่งอาจทำให้ราคาจริงสูงกว่านี้สำหรับผู้บริโภคในไทย

แหล่งที่มา