Google ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า Chrome เวอร์ชันล่าสุดเป็น "เบราว์เซอร์ที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา" พร้อมเปิดเผยรายละเอียดทางวิศวกรรมที่อยู่เบื้องหลังการปรับปรุงประสิทธิภาพ ตามรายงานของ Android Authority โดย Tushar Mehta ซึ่งระบุว่า Google ใช้คำว่า "meaningfully faster" หรือเร็วขึ้นอย่างรับรู้ได้ชัดเจน เพื่ออธิบายการพัฒนาในรอบนี้
Google ใช้คำว่า "meaningfully faster" อธิบายการเปลี่ยนแปลง
จุดที่ Google เน้นย้ำในประกาศครั้งนี้คือความเร็วในการใช้งานจริงของ Chrome ที่ดีขึ้นอย่างรู้สึกได้ ไม่ใช่เพียงตัวเลขในห้องทดลอง Android Authority รายงานว่า Google อ้างอิงผลเบนช์มาร์กควบคู่กับการเผยแพร่เอกสารทางเทคนิคที่อธิบายการปรับแต่งในระดับเอนจิน ซึ่งสะท้อนแนวทางการสื่อสารที่เน้นข้อมูลเชิงวิศวกรรมมากกว่าการตลาดแบบหวือหวา
เบนช์มาร์ก Speedometer 3.1 และ JetStream 3 ทำลายสถิติ
Chrome ทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่องบนเบนช์มาร์กสำคัญสองตัวคือ Speedometer 3.1 และ JetStream 3 โดยเฉพาะในส่วนของ BigInt ที่ JetStream 3 เคยเผยให้เห็นจุดที่ยังไม่ได้รับการปรับแต่ง ทีมงานได้แก้ไขทั้งการหาร BigInt การ normalize และการจัดสรรโครงสร้างข้อมูลใหม่ ส่วน WebAssembly มีการนำคำสั่ง SIMD มาใช้งานเพิ่ม การจัดสรร register ใหม่ และการนำหน่วยความจำกลับมาใช้ซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวเลขสำคัญที่ Google เปิดเผยมีดังนี้:
- Speedometer 3.1: ประสิทธิภาพ JavaScript บนเดสก์ท็อปนำหน้า Firefox ประมาณ 14%
- มือถือ (Android): Chrome นำหน้ามากขึ้นเป็นประมาณ 23%
- V8 JIT: ใช้สถาปัตยกรรมสามชั้น Sparkplug, Maglev และ TurboFan เพื่อลด latency ในช่วง cold start
หัวใจของการปรับแต่งคือ JavaScript engine และ WebAssembly
Android Authority อธิบายว่าการเร่งความเร็วครั้งนี้เกิดจากการปรับแต่งในจุดสำคัญสามกลุ่ม ได้แก่ การปรับเส้นทางการรันโค้ดใน JavaScript engine, การส่งผ่านข้อมูลระหว่าง JavaScript กับ WebAssembly ให้ลื่นขึ้น และการประมวลผลข้อความที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง
WebAssembly เป็นแพลตฟอร์มสำหรับรันโค้ดระดับต่ำที่ทำงานคู่ขนานไปกับ JavaScript และถูกใช้งานมากขึ้นในการประมวลผลที่ต้องการพลังสูง เช่น งาน AI ที่รันในเบราว์เซอร์โดยตรง การที่การส่งผ่านข้อมูลระหว่างสองโลกนี้ราบรื่นขึ้น ส่งผลให้การเรนเดอร์หน้าเว็บโดยรวมเร็วขึ้นไปด้วย
ส่วนแบ่งตลาด 65.1% ขยายผลกระทบในวงกว้าง
ปัจจัยที่กำหนดน้ำหนักของการอัปเดตครั้งนี้คือส่วนแบ่งตลาดของ Chrome เอง ในปี 2026 Chrome ยังครองส่วนแบ่งทั่วโลกทุกอุปกรณ์รวมกันที่ 65.1% แม้จะลดลง 1.9 จุดจากปีก่อนหน้า แต่ยังถือว่าครองตลาดอย่างขาดลอย
| เบราว์เซอร์ | ส่วนแบ่งปี 2026 |
|---|---|
| Chrome (ทุกอุปกรณ์) | 65.1% |
| Safari (ทุกอุปกรณ์) | 18.4% |
| Edge (เดสก์ท็อป) | 13.7% |
| Edge (ทุกอุปกรณ์) | มากกว่า 5% |
บน Android ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ครองตลาดสมาร์ทโฟนในไทย Chrome ครองสถานะเบราว์เซอร์เริ่มต้นด้วยส่วนแบ่งสูงถึง 90.1% หมายความว่าการปรับแต่งบนมือถือครั้งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ขณะที่ตลาดอเมริกาเหนือ Safari ครองส่วนแบ่งบนมือถือไว้ที่ 51.2% สะท้อนภาพการกระจายตัวที่ต่างกันในแต่ละภูมิภาค
สิ่งที่ผู้ใช้ในไทยควรรู้
สำหรับผู้ใช้ Chrome ในไทย ไม่จำเป็นต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม เพียงอัปเดตเบราว์เซอร์เป็นเวอร์ชันล่าสุดก็จะได้รับประโยชน์โดยอัตโนมัติ การปรับแต่งครั้งนี้จะรู้สึกได้ชัดเจนเป็นพิเศษเมื่อใช้งานเว็บแอปที่พึ่งพา AI หรือ Single Page Application ที่ใช้ JavaScript และ WebAssembly อย่างหนัก เช่น Figma, Canva หรือบริการธนาคารออนไลน์ที่หลายธนาคารในไทยใช้ในรูปแบบเว็บแอป
นอกจากนี้ในตลาดที่ผู้ใช้จำนวนมากยังใช้สมาร์ทโฟนระดับกลางและล่าง การที่ Chrome รีดประสิทธิภาพจากฮาร์ดแวร์ได้มากขึ้น อาจช่วยยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์เดิมโดยไม่ต้องอัปเกรดเครื่องใหม่
แหล่งที่มา
- Android Authority — Chrome is now 'faster than ever,' and Google wrote a technical love letter to prove it
- Google Chromium Blog — A Double Victory for Web Speed: Chrome Breaks Records Again on Speedometer 3.1 and Jetstream 3
- Digital Applied — Browser Market Share 2026: Complete Statistics Report
