ผลทดสอบล่าสุดจาก YouTuber ชื่อดัง Geekerwan เผยให้เห็นว่า Exynos 2600 ที่ติดตั้งเทคโนโลยีระบายความร้อน Heat Pass Block (HPB) ของ Samsung สามารถทำผลงานได้เหนือกว่า Snapdragon 8 Elite Gen 5 แม้ว่าชิปตัวหลังจะถูกแช่ด้วยไนโตรเจนเหลวก็ตาม ถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าการระบายความร้อนในสมาร์ตโฟนเชิงพาณิชย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่
Heat Pass Block คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
Heat Pass Block (HPB) คือเทคโนโลยีระบายความร้อนที่ Samsung พัฒนาขึ้นเอง โดยวางฮีตซิงก์ทองแดงโดยตรงบนไดของ SoC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการนำความร้อนออกจากชิป
แนวทางนี้แตกต่างจากโครงสร้างแบบ PoP (Package-on-Package) ที่ผู้ผลิตชิปรายอื่น รวมถึง Apple นิยมใช้ ซึ่งจะวาง DRAM ซ้อนทับบนไดของ SoC โดยตรง ส่งผลให้ความร้อนจากหน่วยความจำถ่ายเทมายังชิปหลัก และทำให้เกิดการ throttling (การลดความเร็วชิปเพื่อควบคุมอุณหภูมิ) ได้เร็วกว่าที่ควร
ด้วยการแยก DRAM ออกจากตำแหน่งเหนือไดของ SoC HPB จึงช่วยให้ความร้อนระบายออกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และรักษาความเร็วสัญญาณนาฬิกาในระดับสูงได้นานกว่า
ผลทดสอบ: ไนโตรเจนเหลวยังสู้ HPB ไม่ได้
ในการทดสอบของ Geekerwan พบว่า Snapdragon 8 Elite Gen 5 ไม่สามารถรักษาความเร็วสัญญาณนาฬิกา Single-Core ที่ 4.61 GHz ได้ แม้จะใช้ไนโตรเจนเหลวในการระบายความร้อน ขณะที่ Exynos 2600 ที่ติดตั้ง HPB สามารถทำผลงานได้เหนือกว่าในสภาพแวดล้อมการใช้งานปกติ
Wccftech ระบุว่า "ไนโตรเจนเหลวนอกจากจะเป็นอันตรายแล้ว ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ใช้งานได้จริง HPB จึงมีความได้เปรียบในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน"
| รายการ | Snapdragon 8 Elite Gen 5 (แช่ไนโตรเจนเหลว) | Exynos 2600 HPB (Galaxy S26+) |
|---|---|---|
| รักษาความเร็วสูงสุด | ไม่สามารถรักษา 4.61 GHz ได้ | เกิด throttling แต่อยู่ในระดับใช้งานได้ |
| วิธีแก้ปัญหา | ไนโตรเจนเหลว (อันตราย/ไม่ปฏิบัติได้) | พัดลม clip-on ติดหลังเครื่อง |
| Vapor Chamber | — | ด้อยกว่า Galaxy S26 Ultra / iPhone 17 Pro Max |
| IPC เทียบ Apple A19 Pro | ต่ำกว่า 10% | ต่ำกว่า 6% |
นอกจากนี้ ในแง่ของ IPC (Instructions Per Clock) Wccftech รายงานว่า Apple A19 Pro ยังคงนำหน้า Exynos 2600 อยู่ 6%, Snapdragon 8 Elite Gen 5 อยู่ 10% และ Dimensity 9500 อยู่ 13% ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่า Exynos 2600 อยู่ในตำแหน่งที่ระบบระบายความร้อนมีผลต่อประสิทธิภาพโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ
ยิ่งไปกว่านั้น Samsung ยังมีเทคโนโลยี upscaling คล้ายกับ DLSS ของ NVIDIA ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกราฟิกบน Exynos 2600 ได้อีกถึง 15%
Galaxy S26+ กับข้อจำกัดที่ต้องรู้
แม้ HPB จะเป็นจุดแข็งของ Exynos 2600 แต่ Galaxy S26+ ก็ยังไม่ได้ปลอดจากปัญหา throttling ทั้งหมด Geekerwan พบว่าความเร็วสัญญาณนาฬิกาของ Exynos 2600 ใน Galaxy S26+ ยังคงลดลงเมื่อใช้งานหนักต่อเนื่อง
สาเหตุหลักมาจาก Vapor Chamber ของ Galaxy S26+ ที่มีขนาดและประสิทธิภาพน้อยกว่า Galaxy S26 Ultra และ iPhone 17 Pro Max ทำให้ HPB ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพในบางสถานการณ์
ทางออกที่แนะนำคือการใช้ พัดลม clip-on ขนาดเล็กติดที่ด้านหลังสมาร์ตโฟน ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปในราคาไม่แพง และช่วยให้ประสิทธิภาพในการเล่นเกมระยะยาวดีขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเทียบกับการใช้ไนโตรเจนเหลวซึ่งทั้งอันตรายและไม่สะดวกในทางปฏิบัติ
Snapdragon 8 Elite Gen 6 Pro และ Exynos 2700 — HPB กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
ความสำเร็จของ HPB เริ่มส่งผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรมชิปโดยรวม Wccftech รายงานว่าจากการรั่วไหลของแบบแปลน Snapdragon 8 Elite Gen 6 Pro ซึ่งเป็น SoC ขนาด 2nm รุ่นแรกของ Qualcomm มีความเป็นไปได้ที่จะนำ HPB มาใช้ด้วย และ Wccftech ยังระบุว่าไม่แปลกใจหาก Apple หรือ MediaTek จะตามมาในเร็ว ๆ นี้
ฝั่ง Samsung เองก็เตรียมยกระดับอีกขั้นด้วย Exynos 2700 ที่จะใช้สถาปัตยกรรม Side-by-Side (SBS) ซึ่งไม่เพียงแต่ระบายความร้อนจาก CPU เท่านั้น แต่ยังครอบคลุม DRAM ด้วย ถือเป็นก้าวที่ก้าวหน้ากว่า HPB อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับผู้บริโภคในไทยที่กำลังพิจารณาซื้อ Galaxy S26+ ซึ่งมีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยที่ต้องติดตาม ควรพิจารณาว่าหากใช้งานเกมหนักเป็นประจำ Galaxy S26 Ultra อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว หรือหากรอได้ การรอดูสเปกของ Snapdragon 8 Elite Gen 6 Pro และ Exynos 2700 ที่จะมาพร้อมระบบระบายความร้อนที่ดีกว่าก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
