รายงานล่าสุดจาก Wccftech อ้างอิงข้อมูลจากนักวิเคราะห์ชื่อดังบน Weibo อย่าง Smart Chip Insider ระบุว่า Samsung อาจไม่สามารถผลักดัน Exynos 2700 ให้ครองสัดส่วน 50% ในสายการผลิต Galaxy S27 ได้ตามที่เคยรายงานไว้ก่อนหน้า โดย Qualcomm และชิป Snapdragon 8 Elite Gen 6 มีแนวโน้มกลับมาครองตลาดในสัดส่วนที่สูงกว่าเดิม ทั้งนี้ Wccftech ประเมินความน่าเชื่อถือของข่าวนี้ไว้ที่ระดับ "55% Plausible" พร้อมคะแนนการยืนยันจากแหล่งอื่นเพียง 1 ใน 5 จึงควรรับข้อมูลนี้ในฐานะข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

ทำไม Exynos 2700 ถึงอาจสูญเสียพื้นที่ให้ Snapdragon

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Samsung วางแผนติดตั้ง Exynos 2700 ในสมาร์ตโฟน Galaxy S27 ถึง 50% ของยอดการผลิตทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบริษัทต้องการผลักดันชิปของตัวเองให้มีบทบาทมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Smart Chip Insider ชี้ให้เห็นว่ากระบวนการผลิตชิปของ Samsung ยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ โดยระบุว่าสถาปัตยกรรม 2nm N2P ของ TSMC มีประสิทธิภาพเหนือกว่ากระบวนการ 2nm GAA รุ่นที่สองของ Samsung ทั้งในแง่ประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ Exynos 2700 แข่งขันได้ยากทั้งในด้านราคาและสมรรถนะเมื่อเทียบกับชิปที่ผลิตโดย TSMC

ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยตรงต่อผู้บริโภคในไทย เนื่องจากหาก Snapdragon ครองสัดส่วนสูงขึ้น Galaxy S27 ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับชิป Qualcomm ซึ่งในอดีตมักให้ผลลัพธ์ด้านประสิทธิภาพและอายุแบตเตอรีที่ดีกว่าในหลายรุ่น

กลยุทธ์ Binning ของ Qualcomm — จุดแข็งที่ Samsung ยังขาด

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Snapdragon 8 Elite Gen 6 ได้เปรียบคือกลยุทธ์การแบ่งระดับชิป (Binning) ของ Qualcomm

Qualcomm เตรียมชิปไว้สองระดับ ได้แก่ Snapdragon 8 Elite Gen 6 Pro สำหรับรุ่นพรีเมียม และ Snapdragon 8 Elite Gen 6 รุ่นมาตรฐานที่สามารถจำหน่ายได้ในราคาต่ำกว่า ในทางตรงกันข้าม Exynos 2700 มีเพียงเวอร์ชันเดียว ทำให้ Samsung ไม่สามารถนำชิปที่ผ่านการคัดเกรด (Binned Variant) มาใช้กับ Galaxy S27 รุ่นเริ่มต้นเพื่อควบคุมต้นทุนได้

Smart Chip Insider ระบุด้วยว่า Qualcomm เองก็มีแรงจูงใจที่จะตั้งราคาชิปรุ่นมาตรฐานให้แข่งขันได้ เนื่องจากธุรกิจสมาร์ตโฟนได้รับแรงกดดันจากราคา RAM ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งยิ่งเพิ่มโอกาสที่ Samsung จะเลือก Snapdragon สำหรับรุ่นเริ่มต้นมากกว่า Exynos

วิกฤต DRAM และโอกาสที่ BOE จะเข้ามาแทนจอ Samsung

ปัญหาด้านต้นทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ชิปประมวลผล ราคา Mobile DRAM กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดย Dataconomy รายงานว่าราคาสัญญา DRAM ในไตรมาสที่ 2 ปี 2026 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

ประเภท DRAMอัตราการเพิ่มขึ้น (QoQ) คาดการณ์ Q2/2026
LPDDR4X70–75%
LPDDR5X78–83%

ราคา Mobile DRAM โดยรวมปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 70% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 สาเหตุหลักมาจากการที่ Samsung, SK Hynix และ Micron ซึ่งครองกำลังการผลิต DRAM ของโลกรวมกันถึงราว 90% ต่างหันไปเน้นผลิต HBM สำหรับ AI และโมดูลสำหรับเซิร์ฟเวอร์ ส่งผลให้ปริมาณ DRAM สำหรับสมาร์ตโฟนตึงตัว

ผลกระทบที่ตามมาคือสัดส่วนต้นทุนชิ้นส่วนหน่วยความจำในสมาร์ตโฟนพุ่งจากเดิม 10–15% ไปอยู่ที่ 30–40% ของต้นทุนชิ้นส่วนทั้งหมด Samsung ได้ปรับราคา Galaxy S26 ในสหรัฐฯ ไปแล้ว โดยรุ่นมาตรฐานขึ้นราคาประมาณ 5% และรุ่น Plus ขึ้นราคาประมาณ 10%

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า Samsung อาจเปลี่ยนมาใช้จอ OLED จากผู้ผลิตจีนอย่าง BOE สำหรับ Galaxy S27 รุ่นเริ่มต้น แทนที่จะใช้จอของตัวเอง เพื่อลดต้นทุนและรักษาอัตรากำไร

สำหรับผู้บริโภคในไทย แนวโน้มนี้อาจหมายความว่าราคา Galaxy S27 เมื่อวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการอาจสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า และคุณภาพจอภาพในรุ่นเริ่มต้นอาจแตกต่างจากรุ่นพรีเมียมอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

Galaxy S27 Pro — รุ่นใหม่ที่อาจเติมเต็มช่องว่างระหว่าง S27 และ Ultra

ที่น่าจับตาไม่แพ้กันคือข้อมูลจาก Android Authority ที่ระบุว่า Galaxy S27 Series อาจขยายจาก 3 รุ่นเป็น 4 รุ่น โดยเพิ่ม Galaxy S27 Pro เข้ามาในไลน์อัพ

รุ่นนี้ถูกอธิบายว่าเป็น "Ultra ขนาดกะทัดรัด" โดยมีจุดเด่นที่คาดการณ์ไว้ดังนี้

  • จอ OLED ขนาด 6.4 นิ้ว
  • ใช้ชิป Snapdragon 8 Elite Gen 6 เหมือนกับรุ่น Ultra ทั่วโลก (ไม่มีเวอร์ชัน Exynos)
  • ไม่รองรับ S Pen ซึ่งยังคงเป็นฟีเจอร์เฉพาะของ Ultra

ส่วนรุ่น Ultra เองก็มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ได้แก่ การทดสอบแบตเตอรีซิลิคอนคาร์บอนที่อาจทำให้ความจุเกิน 5,000 mAh เป็นครั้งแรก และการปรับเลย์เอาต์กล้องหลังใหม่ รวมถึงมีรายงานว่าเลนส์เทเลโฟโต้ 3x อาจถูกตัดออก เหลือเพียงระบบกล้องสามตัว

คาดว่า Galaxy S27 Series จะเปิดตัวในงาน Galaxy Unpacked ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2027 และเริ่มวางจำหน่ายในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ข้อมูลการวางจำหน่ายในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ แต่หากเป็นไปตามรูปแบบของรุ่นก่อนหน้า ราคาเริ่มต้นในไทยอาจอยู่ในช่วง 30,000–35,000 บาทขึ้นไป สำหรับรุ่นมาตรฐาน

แนวโน้มที่ผู้ซื้อในไทยควรติดตาม

ณ ขณะนี้ข้อมูลทั้งหมดยังอยู่ในระดับข่าวลือและการคาดการณ์จากแหล่งภายนอก Samsung ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการใดๆ เกี่ยวกับ Galaxy S27

ประเด็นที่ควรติดตามสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ Galaxy S27 ในไทย ได้แก่

  1. ชิปที่ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ — หาก Snapdragon ครองสัดส่วนสูง ไทยมีโอกาสได้รับรุ่น Snapdragon ซึ่งโดยทั่วไปให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าในการทดสอบจริง
  2. ราคาที่อาจปรับขึ้น — วิกฤต DRAM ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต และ Samsung ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพร้อมปรับราคาขึ้นในตลาดหลัก
  3. คุณภาพจอภาพ — หากรุ่นเริ่มต้นใช้จอ BOE แทนจอ Samsung ผู้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการแสดงผลควรพิจารณารุ่น Pro หรือ Ultra แทน

ตลาดสมาร์ตโฟนโลกในปี 2026 คาดว่าจะหดตัวลง 12.9% เหลือ 1,120 ล้านเครื่อง ซึ่งยิ่งทำให้การตัดสินใจซื้อในช่วงนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น

แหล่งที่มา