Sameer Samat ผู้บริหารระดับสูงด้าน Android Ecosystem ของ Google ได้ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ความล้มเหลวของ Google Glass มีสาเหตุหลักมาจากการละเลยด้านแฟชั่น โดยระบุว่า "แฟชั่นต้องมาก่อน เทคโนโลยีเป็นเรื่องรอง" ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของ Google ในการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะรุ่นต่อไปภายใต้แพลตฟอร์ม Android XR ซึ่งคราวนี้จับมือกับแบรนด์แว่นตาชั้นนำอย่าง Warby Parker และ Gentle Monster

บทเรียนราคาแพงจาก Google Glass: $1,500 กับความล้มเหลวที่หลีกเลี่ยงได้

Google Glass เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 ในราคา $1,500 (ประมาณ 54,000 บาท) ซึ่งถือเป็นราคาที่สูงมากสำหรับอุปกรณ์ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์คุณค่าในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน ตามรายงานของ Android Authority ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการออกแบบที่ดูแปลกแยกจากสังคม ทำให้ผู้สวมใส่ถูกมองว่า "ดูประหลาด" และไม่เป็นที่ยอมรับในพื้นที่สาธารณะ

Samat กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อหลังงาน Google I/O 2026 ว่า "สิ่งที่เราเรียนรู้มากที่สุดคือ แฟชั่นต้องมาก่อน เทคโนโลยีเป็นเรื่องรอง" ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดปัจจุบันที่ Meta Ray-Ban และ Oakley Smart Glasses กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในแง่เทคโนโลยีอาจไม่ได้เหนือกว่าสิ่งที่ Google เตรียมนำเสนอก็ตาม

แม้ Google จะพยายามฟื้นคืนชีพด้วยรุ่น Enterprise Edition ในปี 2017 แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างกระแสในตลาดผู้บริโภคทั่วไปได้ ทำให้ Google Glass กลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในฐานะ "บทเรียนของวงการเทค"

Android XR Glasses รุ่นใหม่: เมื่อ Google เลือกให้แฟชั่นนำหน้า

สำหรับแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ภายใต้แพลตฟอร์ม Android XR นั้น Google เลือกเดินเกมแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยร่วมมือกับ Warby Parker แบรนด์แว่นตาสไตล์อเมริกันที่มีฐานลูกค้าแน่น และ Gentle Monster แบรนด์แว่นตาสัญชาติเกาหลีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเอเชีย รวมถึงในไทย เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์จะมีความน่าสวมใส่ในชีวิตประจำวัน

ในแง่สเปกที่เปิดเผยในขณะนี้ ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วย Qualcomm Snapdragon AR Platform และรองรับทั้งอุปกรณ์ Android และ iOS ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ iPhone ที่อาจสนใจระบบนิเวศนี้ด้วย

ฟีเจอร์หลักที่ได้รับการยืนยัน ได้แก่:

  • Touchpad บนขาแว่น สำหรับเปิดใช้งาน AI ถ่ายภาพ และบันทึกวิดีโอ
  • เรียก Gemini ด้วยเสียง "Hey Google" หรือแตะที่ขอบเฟรม
  • สั่งงานแอปด้วยเสียง เช่น เรียกรถผ่าน Grab/Uber หรือใช้แอปเรียนภาษา
  • แปลข้อความและเสียง แบบเรียลไทม์ โดยระบบจะจำลองเสียงของผู้พูดต้นฉบับ
  • เชื่อมต่อกับ Pixel Watch และ Wear OS Watches รุ่นอื่น ๆ

ทั้ง Warby Parker และ Gentle Monster ได้เปิดหน้า "Intelligent Eyewear" บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับผู้ที่ต้องการลงทะเบียนรับข้อมูลอัปเดตก่อนวางจำหน่าย

Meta Ray-Ban คู่แข่งที่ Google ต้องไล่ตาม

ขณะที่ Google กำลังเตรียมกลับมา Meta กลับวิ่งนำหน้าไปไกลแล้ว ตามรายงานจากหลายสำนัก Ray-Ban Meta มียอดขายสะสมมากกว่า 2 ล้านเครื่องนับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2023 และในไตรมาส 2 ปี 2025 ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 3 เท่า

รายการข้อมูล
ยอดขายสะสมมากกว่า 2 ล้านเครื่อง (นับตั้งแต่ตุลาคม 2023)
การเติบโต Q2/2025ยอดขายเพิ่มขึ้น 3 เท่า
แผนการผลิตMeta และ EssilorLuxottica วางแผนขยายกำลังผลิตเป็น 20 ล้านเครื่อง/ปี ภายในปลายปี 2026 และอาจถึง 30 ล้านเครื่องหากความต้องการสูง
รุ่น Meta Ray-Ban Display ($800)ชะลอการขยายตลาดต่างประเทศชั่วคราว เนื่องจากความต้องการสูงเกินสต็อก
สเปกรุ่นที่ 2แบตเตอรี่สูงสุด 8 ชั่วโมง รองรับการถ่ายวิดีโอ 3K

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า Google จะต้องเผชิญกับตลาดที่มีผู้เล่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การที่ Meta สามารถขายแว่นอัจฉริยะได้ในระดับนี้ แม้เทคโนโลยีจะไม่ได้โดดเด่นกว่าคู่แข่งมากนัก ยิ่งพิสูจน์ว่า "ดีไซน์และแบรนด์" คือตัวแปรสำคัญที่สุดในตลาดนี้

กำหนดการและสิ่งที่ต้องจับตา

Android XR Glasses รุ่นที่ไม่มีจอแสดงผลคาดว่าจะวางจำหน่ายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 ส่วนรุ่นที่มีจอแสดงผลในตัวนั้น Google ยังคงพัฒนาอยู่และคาดว่าจะไม่เปิดตัวก่อนปี 2027

ข้อมูลการวางจำหน่ายในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ อย่างไรก็ตาม หาก Gentle Monster ซึ่งมีสาขาในไทยเป็นพาร์ตเนอร์หลัก ก็มีความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์นี้จะเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ไม่ยาก

สำหรับผู้บริโภคในไทยที่สนใจแว่นตาอัจฉริยะ ช่วงนี้อาจเป็นจังหวะที่ดีในการติดตามทั้ง Meta Ray-Ban ที่มีจำหน่ายอยู่แล้วในบางช่องทาง และ Android XR Glasses ที่กำลังจะมา เพื่อเปรียบเทียบทั้งด้านราคา ฟีเจอร์ และความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ก่อนตัดสินใจ

แหล่งที่มา