แอป Google Health โฉมใหม่ได้รับคำชมด้านความสวยงาม แต่ผลสำรวจจากผู้ใช้จริงกว่า 173 คนชี้ว่า 45% รู้สึกว่า "ดูดีแต่ใช้ไม่สะดวก" เนื่องจากระบบ AI Coach เข้ามาครอบงำหน้าจอจนข้อมูลสุขภาพที่แท้จริงถูกซ่อนอยู่ใต้ข้อความยาวเหยียด

ผลโหวตชี้ชัด: สวยงามไม่ได้แปลว่าใช้งานได้ดี

Android Authority จัดสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้ Google Health แอปเวอร์ชันใหม่ โดยมีผู้ร่วมโหวตทั้งสิ้น 173 คน ผลที่ได้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความสวยงามของดีไซน์กับประสบการณ์การใช้งานจริง

ความคิดเห็นสัดส่วน
สวยและใช้งานได้ดี ชอบมาก23%
สวยแต่ใช้ไม่ชอบ (ไทล์น้อย AI เยอะเกิน)45%
ชอบการทำงานแต่ไม่ชอบดีไซน์4%
ไม่มีความเห็นชัดเจน17%
ยังไม่ได้ใช้ (ยังใช้ Fitbit อยู่)12%

กลุ่มที่ไม่พอใจมากที่สุดคือผู้ที่มองว่าแอปสวยแต่ใช้ยาก ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงเกือบสองเท่าของกลุ่มที่พึงพอใจ (23%) สะท้อนว่า Google อาจให้น้ำหนักกับการออกแบบภาพมากเกินไปจนละเลยความสะดวกในการใช้งานประจำวัน

AI Coach บดบังข้อมูล — ปัญหาหลักที่ผู้ใช้บ่นมากที่สุด

Rita El Khoury นักวิจารณ์จาก Android Authority ทดสอบแอปนี้ต่อเนื่องหนึ่งสัปดาห์เต็ม และพบว่าในการเปิดแอปแต่ละครั้ง ถึง 95% จะพบกับบล็อกข้อความยาวจาก Google Health Coach ก่อนเสมอ แทนที่จะเห็นกราฟหรือตัวเลขสุขภาพโดยตรง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ค่า Readiness (ความพร้อมของร่างกาย) ที่วันนี้อยู่ที่ 60 และเมื่อวานอยู่ที่ 70 ถูกฝังอยู่ในกลางย่อหน้าข้อความ แทนที่จะแสดงเป็นกราฟให้เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้ทันที ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะแท็บ "Today" เท่านั้น

  • แท็บ Fitness: หน้าแรกถูกครอบครองด้วยไทล์ขนาดใหญ่ของ Workout Library ต้องเลื่อนลงไปก่อนถึงจะเห็นประวัติการออกกำลังกาย
  • แท็บ Sleep: บล็อกข้อความ AI แสดงก่อน ต้องเลื่อนลงไปอีกจึงจะเห็นคะแนนการนอน ระยะเวลา และช่วงการนอนแต่ละระยะ

ปรับแต่งไทล์ไม่ได้ — ข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ใช้หลายคนคิดว่าแอปมีบั๊ก

ปัญหาอีกจุดที่ถูกวิจารณ์หนักคือความยืดหยุ่นในการปรับแต่งหน้าจอหลัก ปัจจุบันหน้าจอ Today รองรับได้เพียงไทล์ใหญ่ 1 ชิ้น + ไทล์เล็ก 3 ชิ้น หรือไทล์เล็ก 6 ชิ้นเท่านั้น และยังมีข้อจำกัดเพิ่มเติมดังนี้

  • ไม่สามารถจัดเรียงไทล์ใหม่ได้ ต้องลบแล้วเพิ่มใหม่เท่านั้น
  • ตัวชี้วัดสำคัญหลายรายการไม่สามารถปักหมุดที่หน้าหลักได้ ได้แก่ อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก, ออกซิเจนในเลือด, Heart Rate Variability (HRV), อัตราการหายใจ, การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวหนัง และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย

Rita El Khoury ระบุว่าตนเองถึงขั้นติดตั้งแอปใหม่ ล้างแคช ทดสอบบนอุปกรณ์อื่น และสอบถามเพื่อนร่วมงาน เพราะคิดว่าเป็นปัญหาของอุปกรณ์ตัวเอง — ทั้งที่จริงแล้วนี่คือข้อจำกัดของแอปที่ออกแบบมาแบบนี้

5 สิ่งที่ Google ควรแก้ไขโดยเร็ว

นักวิจารณ์เสนอแนะการปรับปรุง 5 ข้อที่ Google น่าจะดำเนินการได้โดยไม่ต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด

  1. ให้ AI Coach แสดงกราฟและตัวเลขก่อน แล้วพับข้อความ AI ไว้ให้ผู้ใช้กดขยายเองเมื่อต้องการ
  2. เปิดให้ย้ายไทล์ได้อิสระ และเพิ่มตัวชี้วัดทุกประเภท เช่น HRV, อัตราการหายใจ, อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก ให้เป็นไทล์หน้าหลักได้
  3. ปรับขนาดพื้นที่ไทล์ได้ และแสดงกราฟเต็มรูปแบบบนหน้าหลักได้เหมือนกับในแท็บ Health
  4. ย่อพื้นที่ Workout Library ในแท็บ Fitness เพื่อให้เห็นประวัติการออกกำลังกายจริงตั้งแต่หน้าแรก
  5. แท็บ Sleep ควรแสดงข้อมูลการนอนก่อน แล้วค่อยให้ AI วิเคราะห์ในส่วนที่ขยายได้

ราคาและเงื่อนไขการใช้งาน Google Health Premium

Google Health แอปพื้นฐานใช้ได้ฟรี แต่ฟีเจอร์ AI Coach รวมถึงฟังก์ชันขั้นสูงต้องสมัครสมาชิก Google Health Premium (ชื่อเดิม: Fitbit Premium)

รายการรายละเอียด
ค่าบริการรายเดือน$9.99 (ประมาณ 360 บาท)
ค่าบริการรายปี$99.99 (ประมาณ 3,600 บาท)
แพ็กเกจรวมรวมอยู่ใน Google AI Pro และ AI Ultra แล้วใน 30+ ประเทศ
เงื่อนไข AI Coachต้องมี Fitbit หรือ Pixel Watch และอายุ 18 ปีขึ้นไป

ในส่วนของ Fitbit Air อุปกรณ์ติดตามสุขภาพรุ่นใหม่ที่เปิดตัวพร้อมกัน มีราคาเริ่มต้นที่ $99.99 (ประมาณ 3,600 บาท) น้ำหนักรวมสายรัดเพียง 12 กรัม และรองรับการติดตามสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับผู้ใช้ในไทย ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศวางจำหน่าย Google Health Premium อย่างเป็นทางการในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มี Pixel Watch หรือ Fitbit อยู่แล้วสามารถติดตามความคืบหน้าการขยายตลาดได้ผ่านช่องทางของ Google โดยตรง

เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: Oura, WHOOP และ Samsung ไปถึงไหนแล้ว

ในตลาด AI Health Coaching ปัจจุบัน Google ไม่ได้อยู่คนเดียว

  • Oura Ring มี "Oura Advisor" สำหรับสมาชิก Gen 3 และ Gen 4 วิเคราะห์แนวโน้มสุขภาพระยะยาว ทั้ง Sleep, Readiness และ Resilience
  • WHOOP มี "WHOOP Coach" ในแอป ให้ฟีดแบ็กด้านการฝึก การนอน และสุขภาพโดยรวม
  • Samsung Galaxy Watch 8 มี "Running Coach" ที่ AI ประเมินความสามารถและสร้างแผนฝึกซ้อมให้

จุดที่ Google พยายามสร้างความแตกต่างคือ Widget บนหน้าจอหลัก Android ที่ปรับขนาดได้ แสดงข้อมูลได้สูงสุด 6 รายการโดยไม่ต้องเปิดแอป และการใช้ Gemini Model ที่ผ่านกรอบการประเมิน SHARP (Safety, Helpfulness, Accuracy, Relevance, Personalization) อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้าน UX ที่กล่าวถึงข้างต้นยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ศักยภาพเหล่านี้ยังไม่ถูกใช้งานอย่างเต็มที่

สำหรับผู้ใช้ที่มีแอป Google Health เวอร์ชันใหม่อยู่แล้ว การปรับไทล์หน้าหลักให้แสดงตัวชี้วัดที่ตัวเองให้ความสำคัญมากที่สุดก่อน จะช่วยบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าได้ในระดับหนึ่ง ส่วนการปรับปรุงเชิงระบบนั้นขึ้นอยู่กับว่า Google จะตอบสนองต่อฟีดแบ็กจากผู้ใช้ในอัปเดตถัดไปมากน้อยเพียงใด

แหล่งที่มา