Google ประกาศรายการแก้ไขบักและฟีเจอร์ใหม่ขนาดใหญ่สำหรับแอป Google Health ที่เพิ่งได้รับการออกแบบใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การติดตามการออกกำลังกาย โภชนาการ การนอนหลับ ไปจนถึง AI Coach โดยการอัปเดตจะทยอยเปิดตัวตั้งแต่สัปดาห์นี้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงฤดูร้อน สำหรับผู้ใช้ทั้ง Android และ iOS ทั่วโลก

Google Health Coach เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมโครงสร้างราคาใหม่

แอป Google Health เวอร์ชันใหม่ได้เปิดให้ผู้ใช้ Android และ iOS ทั่วไปแล้ว พร้อมกันนั้น Google Health Coach ก็ออกจากช่วง Preview อย่างเป็นทางการ โดยให้บริการเฉพาะสมาชิก Google Health Premium เท่านั้น

ด้านโครงสร้างราคา ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 Fitbit Premium ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Google Health Premium อย่างเป็นทางการ พร้อมปรับราคาดังนี้

  • แบบรายเดือน: $9.99 (ประมาณ 360 บาท)
  • แบบรายปี: $99.99 (ประมาณ 3,600 บาท) — เพิ่มขึ้นจากราคาเดิม $79.99 ราว $20
  • Google AI Pro: $19.99/เดือน (ประมาณ 720 บาท) — รวม Health Premium ไว้ด้วย
  • Google AI Ultra: รวม Health Premium เช่นกัน

สำหรับผู้ที่สมัคร Google AI Pro อยู่แล้ว ถือว่าได้ใช้ Health Coach โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการรวม AI และสุขภาพเข้าไว้ในแพ็กเกจเดียวกัน

ข้อควรทราบ: ฟีเจอร์ Google Health Coach และ Premium Coaching ใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีอุปกรณ์ Fitbit หรือ Pixel Watch และมีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น

แก้ปัญหาการติดตามการออกกำลังกายและ TCX Export

หัวใจสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้คือการแก้ไขความแม่นยำของข้อมูลสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้ใช้พบมาสักระยะ

ปัญหาที่ได้รับการแก้ไข:

ด้านการแก้ไข
บันทึกการวิ่งแก้การติดป้ายผิดเป็น "General Workout" พร้อมเพิ่ม Split ระยะทาง (เริ่มสัปดาห์นี้)
TCX Exportแก้ข้อมูลไม่ครบเมื่อใช้ GPS ภายนอกหรือเชื่อมต่อหลายอุปกรณ์พร้อมกัน
บันทึกอาหารป้องกันข้อมูลซ้ำซ้อนจาก Health Connect และจัดหมวดหมู่จาก MyFitnessPal, Cronometer, LoseIt ให้ถูกต้อง
Pixel Watchแก้การคำนวณแคลอรีที่เผาผลาญสูงเกินจริง
กิจกรรมรายวันเพิ่มกราฟเป้าหมายก้าวเดินรายชั่วโมง

ปัญหา TCX Export ที่ข้อมูลไม่ครบสมบูรณ์นั้นเกิดจากการที่ระบบไม่สามารถแยกข้อมูลการออกกำลังกายที่ทับซ้อนกันจากหลายอุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งส่งผลต่อผู้ที่ใช้แอปฝึกซ้อมหลายตัวพร้อมกัน

Sleep Score กลับมา พร้อมมุมมองการนอนหลับแบบครบวัน

ด้านการติดตามการนอนหลับ Google แก้ปัญหา Sleep Score ที่หายไป สำหรับผู้ใช้บางส่วน พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง

  • Total Sleep View: รวมการนอนหลักและการงีบหลับในระหว่างวันไว้ในหน้าเดียว
  • ปรับตำแหน่ง Restlessness Bar ให้ดูง่ายขึ้น
  • เพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับการตื่นระหว่างคืนเล็กน้อย
  • เพิ่มฟังก์ชันลบ Sleep Session ที่บันทึกผิดพลาดได้

ส่วน Google Health Coach จะได้รับการปรับปรุงให้ข้อความใน Today Tab สั้นกระชับขึ้น เน้นการแสดงผลด้วยกราฟและสถิติแบบ Glanceable ลดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น เช่น คอมเมนต์เกี่ยวกับการเดินระยะสั้น ฟีเจอร์ Ask Coach จะสามารถจดจำคำสั่งของผู้ใช้ได้ดีขึ้น รองรับการบันทึกอุณหภูมิร่างกายส่วนลึก และเพิ่มข้อมูลโภชนาการละเอียด เช่น ประเภทไขมัน โซเดียม และใยอาหาร

Fitbit Air และการเชื่อมต่อ Apple Health

Fitbit Air คืออุปกรณ์ติดตามสุขภาพรุ่นใหม่ที่ไม่มีหน้าจอ ออกแบบมาเพื่อตลาดระดับเริ่มต้น มีสเปกหลักดังนี้

รายละเอียดข้อมูล
ราคาเริ่มต้น$99.99 (ประมาณ 3,600 บาท)
รุ่น Steph Curry Edition$129 (ประมาณ 4,644 บาท)
แบตเตอรี่สูงสุด 1 สัปดาห์
การเชื่อมต่อBluetooth 5.0
กันน้ำ50 เมตร
ของแถมGoogle Health Premium ทดลองใช้ฟรี 3 เดือน

จุดเด่นสำคัญคือสามารถเชื่อมต่อ Pixel Watch 4 และ Fitbit Air พร้อมกัน ในแอป Google Health เดียวได้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ระบบรองรับ Multi-device อย่างเต็มรูปแบบ

ด้านการเชื่อมต่อข้ามแพลตฟอร์ม Roadmap ระบุว่าจะรองรับ การเขียนข้อมูลกลับไปยัง Apple Health ในอนาคต แม้ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน รวมถึงการแชร์ข้อมูลทางการแพทย์ผ่าน Smart Health Links และการเชื่อมต่อกับ AI ภายนอก

ที่น่าจับตาคือ Google Fit จะปิดตัวภายในปี 2026 โดยผู้ใช้ทั้งหมดจะถูกย้ายมายัง Google Health ซึ่งหมายความว่า Google กำลังรวมแพลตฟอร์มสุขภาพทั้งหมดไว้ที่จุดเดียว

สิ่งที่ผู้ใช้ในไทยควรรู้

ข้อมูลการวางจำหน่าย Fitbit Air อย่างเป็นทางการในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ แต่ผลิตภัณฑ์ Fitbit มักวางจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada และร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป

สำหรับผู้ที่ใช้ Google Health อยู่แล้ว ควรอัปเดตแอปให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรับการแก้ไขบักที่ทยอยปล่อยออกมาตั้งแต่สัปดาห์นี้ ส่วนผู้ที่พิจารณาสมัคร Google Health Premium ควรเปรียบเทียบกับแพ็กเกจ Google AI Pro ($19.99/เดือน หรือประมาณ 720 บาท) ซึ่งรวม Health Premium ไว้ด้วย และอาจคุ้มค่ากว่าหากต้องการใช้ฟีเจอร์ AI ควบคู่กัน

แหล่งที่มา