Google เปิดเผยงานวิจัยใหม่ที่ทำให้สมาร์ตโฟนสามารถวัดอัตราการเต้นหัวใจได้โดยไม่ต้องสวมสมาร์ตวอตช์ ผ่านระบบที่เรียกว่า Passive Heart Rate Monitoring (PHRM) ซึ่งอาศัยเพียงกล้องหน้าและโมเดล AI ที่ประมวลผลบนอุปกรณ์ โดย Android Authority รายงานเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ว่าผลทดสอบมีค่าคลาดเคลื่อนเพียง 5 BPM เมื่อเทียบกับ Fitbit Charge 6 ซึ่งถือเป็นระดับใกล้เคียงอุปกรณ์สวมใส่เฉพาะทาง
หลักการทำงานของ PHRM ผ่านคลิปวิดีโอ 8 วินาทีจากกล้องหน้า
PHRM ใช้กล้องหน้าของสมาร์ตโฟนตรวจจับการเปลี่ยนแปลงสีผิวที่เกิดจากการไหลเวียนของเลือดในระดับที่ตามนุษย์มองไม่เห็น แต่กล้องสมัยใหม่ร่วมกับโมเดลแมชชีนเลิร์นนิงสามารถประมวลผลได้ โดยขั้นตอนการทำงานหลักประกอบด้วย
- เมื่อผู้ใช้ปลดล็อกเครื่องด้วยระบบจดจำใบหน้า ระบบจะบันทึกคลิปวิดีโอความยาว 8 วินาที
- โมเดล AI บนอุปกรณ์ (on-device) จะวิเคราะห์ภาพและประมาณค่าอัตราการเต้นหัวใจ
- การวัดจะดำเนินไปเรื่อย ๆ ระหว่างการใช้งานปกติ จนสร้างโปรไฟล์อัตราการเต้นหัวใจขณะพัก (resting heart rate) ของผู้ใช้แต่ละคน
แนวคิดวัดชีพจรด้วยสมาร์ตโฟนไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้มีทั้งวิธีใช้กล้องหลังร่วมกับแฟลช และการอ่านค่าผ่านเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบออปติคัล ความแตกต่างของ PHRM อยู่ที่การทำงานแบบ Passive ผู้ใช้ไม่ต้องเริ่มการวัดด้วยตัวเอง แต่ระบบจะเก็บข้อมูลจากการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยอัตโนมัติ
ผลทดสอบจากกลุ่มตัวอย่าง 700 คน และคลิปกว่า 350,000 รายการ
Google ระบุว่าโมเดลนี้ผ่านการฝึกและตรวจสอบด้วยคลิปวิดีโอกว่า 350,000 รายการ จากผู้เข้าร่วมราว 700 คน โดยจงใจรวมสีผิวที่หลากหลายเข้าไปในชุดข้อมูล เนื่องจากการวัดการไหลเวียนเลือดด้วยกล้องมักให้ผลด้อยกว่าในผู้ที่มีสีผิวเข้ม ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่งานวิจัยลักษณะเดียวกันเคยถูกวิจารณ์มาก่อน
| รายการ | ผลที่รายงาน |
|---|---|
| ความแม่นยำของอัตราการเต้นหัวใจ | ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมในทุกกลุ่มสีผิวที่ทดสอบ |
| Resting heart rate | คลาดเคลื่อนไม่เกิน 5 BPM เทียบ Fitbit Charge 6 |
| การทดสอบในสภาพจริง | ผู้เข้าร่วมใช้สมาร์ตโฟนของตนเองนานกว่า 1 สัปดาห์ พร้อมสวมเครื่อง ECG และสายรัด Fitbit |
การที่ระบบยังคงทำงานได้ดีนอกห้องทดลองและใช้อุปกรณ์ระดับ ECG เป็นค่ามาตรฐานเปรียบเทียบ ทำให้คำกล่าวอ้างเรื่องความแม่นยำเทียบเท่าอุปกรณ์สวมใส่มีน้ำหนักมากขึ้น
ข้อจำกัด 3 ด้าน สีผิวเข้ม การเคลื่อนไหว และความเป็นส่วนตัว
Google ยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้ยังไม่สมบูรณ์ โดยข้อจำกัดที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ได้แก่
- ในผู้ใช้ที่มีสีผิวเข้ม ระบบเก็บข้อมูลได้ไม่สม่ำเสมอ แม้ค่าที่จับได้จะถือว่าแม่นยำก็ตาม
- พฤติกรรมประจำวัน เช่น การพูดคุยหรือขยับศีรษะ อาจส่งผลให้ค่าเพี้ยน
- ประเด็นความเป็นส่วนตัว แม้งานวิจัยจะใช้ความยินยอมโดยตรงและเข้ารหัสข้อมูล แต่หากนำไปใช้ในระดับผู้บริโภคจริง จำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันที่เข้มงวดกว่านี้
Google ระบุว่าการประมวลผลบนอุปกรณ์ผสานกับการปลดล็อกด้วยใบหน้าน่าจะช่วยบรรเทาความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม PHRM ยังคงอยู่ในขั้นตอนของงานวิจัย ไม่มีการประกาศกำหนดการเชิงพาณิชย์ หรือแผนการรวมเข้ากับ Android หรือ Pixel แต่อย่างใด
ทำไม Google จึงพุ่งเป้าไปที่ผู้ไม่มีสมาร์ตวอตช์
แม้กระแสอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบสวมข้อมือจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่หากมองในภาพรวมทั่วโลก ผู้ที่ไม่มีสมาร์ตวอตช์หรือฟิตเนสแทรกเกอร์ยังเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่ามาก ขณะเดียวกันผู้ใช้สมาร์ตโฟนหลายพันล้านคนพกอุปกรณ์ติดตัวทุกวันอยู่แล้ว ช่องว่างตรงนี้เองที่ PHRM ตั้งเป้าจะเข้ามาเติมเต็ม
สำหรับตลาดไทย แนวทางนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากอัตราการเป็นเจ้าของสมาร์ตวอตช์ในประเทศยังต่ำกว่าอัตราการใช้งานสมาร์ตโฟนอย่างมาก หาก PHRM ถูกนำไปใช้จริงในอนาคต ผู้บริโภคในไทยจะมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มกับอุปกรณ์เฉพาะทางซึ่งมักมีราคาตั้งแต่ 3,500 ถึงกว่า 18,000 บาท (ประมาณ US$100–500)
ฝั่งจอภาพก็เดินหน้า Samsung Sensor OLED รุ่นใหม่วัดทั้งหัวใจและความดัน
ขณะเดียวกันการพัฒนาเซ็นเซอร์สุขภาพภายในสมาร์ตโฟนยังเดินหน้าจากทิศทางอื่นด้วย Samsung Display เปิดตัว Sensor OLED รุ่นล่าสุดในงาน SID Display Week 2026 ที่ลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 โดยใช้ OPD (Organic Photodiode) ระเหยร่วมบนพื้นผิวเดียวกับชั้น OLED เพื่ออ่านค่าการไหลเวียนเลือดผ่านแสงจากตัวจอเอง
| รายการ | สเปก |
|---|---|
| ขนาด | 6.8 นิ้ว |
| ความละเอียดพิกเซล | 500ppi (เพิ่มขึ้น 33% จาก 374ppi ของรุ่นก่อน) |
| ค่าที่วัดได้ | อัตราการเต้นหัวใจและความดันโลหิต |
| ฟีเจอร์เพิ่มเติม | เทคโนโลยีกันมอง Flex Magic Pixel |
ขณะที่ Google เลือกเส้นทาง PHRM ซึ่งอาศัยเพียงฮาร์ดแวร์มาตรฐาน Samsung เดินอีกเส้นทางคือออกแบบจอภาพเฉพาะให้รองรับเซ็นเซอร์ชีวภาพในตัว สะท้อนว่าการรวมระบบตรวจวัดสุขภาพเข้ากับสมาร์ตโฟนกำลังเกิดขึ้นแบบคู่ขนาน
Google Health แอปใหม่ที่อาจกลายเป็นปลายทางของข้อมูล PHRM
Google ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างซอฟต์แวร์ด้านสุขภาพควบคู่ไปด้วย ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2026 แอป Fitbit จะถูกอัปเดตเป็น Google Health แบบทยอย และจะครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่ภายในวันที่ 26 พฤษภาคม โดยปรับแถบนำทางด้านล่างเป็น 4 หมวด ได้แก่ Today / Fitness / Sleep / Health
- Fitbit Premium ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Google Health Premium พร้อมเปิดให้บริการ Google Health Coach ที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini ในประเทศที่รองรับ
- ฟีเจอร์ AI Coach รองรับย้อนหลังถึง Pixel Watch รุ่นแรก
- การวิเคราะห์ ECG และ Afib เวอร์ชันใหม่จะจำกัดเฉพาะ Pixel Watch 3 และ Pixel Watch 4 เนื่องจากข้อจำกัดของเซ็นเซอร์แบบออปติคัล
- เวอร์ชัน iOS รองรับการดึงข้อมูลจาก Apple Health และผนวก Google Fit เข้ามาด้วย
หาก PHRM ถูกผนวกเข้ากับโครงสร้างนี้ในอนาคต ผู้ใช้ที่ไม่มีอุปกรณ์สวมใส่จะยังคงมีค่า resting heart rate สะสมในแดชบอร์ดเดียวกัน ซึ่งสำหรับผู้บริโภคในไทย หมายถึงโอกาสที่ระบบสุขภาพดิจิทัลของ Google จะขยายฐานผู้ใช้ออกไปนอกกลุ่มที่ลงทุนกับ Pixel Watch หรือ Fitbit อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ข้อมูลการให้บริการ Google Health Coach อย่างเป็นทางการในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ ผู้สนใจควรติดตามประกาศของ Google โดยตรง
