MediaTek ประกาศเปิดตัว Dimensity 7500 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2026 ชิปเซ็ตมิดเรนจ์ระดับบนรุ่นใหม่นี้นับเป็นครั้งแรกที่ MediaTek นำคอร์ CPU รุ่นใหม่จาก Arm ในตระกูล C1 มาใช้ในกลุ่มราคากลาง พร้อมยกระดับ NPU และ ISP เพื่อรองรับการใช้งาน AI บนอุปกรณ์และการถ่ายภาพความละเอียดสูง โดยจุดเด่นที่โดดเด่นที่สุดคือความเร็วในการแปลงไฟล์วิดีโอที่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 68%

CPU รุ่นใหม่ทั้งหมด: จาก Cortex สู่ Arm C1 Pro และ C1 Nano

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ Dimensity 7500 คือการอัปเกรด CPU จากคอร์ตระกูล Cortex-A78 และ Cortex-A55 ที่ใช้ใน Dimensity 7400 รุ่นก่อนหน้า มาเป็นคอร์ตระกูลใหม่ภายใต้แบรนด์ Arm C1 ซึ่งรองรับสถาปัตยกรรม Armv9.3-A และมาพร้อมกับ SME2 ที่ช่วยเร่งการประมวลผล AI ได้สูงสุด 5 เท่าเมื่อเทียบกับคลัสเตอร์ CPU รุ่นก่อน

โครงสร้าง CPU ของ Dimensity 7500 ประกอบด้วย 8 คอร์ ดังนี้:

  • C1 Pro × 4 คอร์ ความเร็วสูงสุด 2.6 GHz
  • C1 Nano × 4 คอร์ ความเร็วสูงสุด 2.0 GHz

ในแง่ประสิทธิภาพต่อรุ่นก่อน C1 Pro ให้ประสิทธิภาพเกมสูงกว่า Cortex-A725 สูงสุด 16% และประหยัดพลังงานในการใช้งานทั่วไปได้ 12% ส่วน C1 Nano เหนือกว่า Cortex-A520 ด้านประสิทธิภาพพลังงาน 26% และ SPECint2017 อีก 5.5% GPU ที่ใช้คือ Arm Mali-G625 MC2 รองรับหน่วยความจำ LPDDR5 6400Mbps และพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 3.1 แบบ dual-lane

NPU 850 และ Imagiq 1050: AI และกล้องระดับบนในราคากลาง

ฝั่ง AI ชิปนี้ใช้ MediaTek NPU 850 รุ่นใหม่ รองรับการประมวลผลบนอุปกรณ์โดยตรง ทั้งการแปลงเสียงเป็นข้อความ การสร้างข้อความตอบกลับตามบริบท และการสรุปการแจ้งเตือน ซึ่งตอบโจทย์ฟีเจอร์ AI ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานในสมาร์ตโฟนระดับกลางปัจจุบัน

ด้านกล้อง ISP รุ่นใหม่ Imagiq 1050 รองรับสเปกดังนี้:

รายการสเปกที่รองรับ
ความละเอียดกล้องสูงสุด 200MP (14-bit Dual Conversion Gain)
บันทึกวิดีโอ4K HDR สูงสุด 30fps (10-bit)
หน้าจอสูงสุด 1344×2800 พิกเซล / 144Hz

ด้านการเชื่อมต่อ รองรับ Wi-Fi 6E, Bluetooth 5.4 และเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน 5G UltraSave 3.0+ ของ MediaTek ซึ่งอ้างว่าช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 20%

ตัวเลขประสิทธิภาพที่ MediaTek ประกาศ: ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงขั้นก้าวกระโดด

MediaTek เปิดเผยตัวเลขการปรับปรุงประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับ Dimensity 7400 ดังนี้ (ทั้งหมดเป็นค่าสูงสุดจากผู้ผลิต):

  • สลับแอปพลิเคชัน: เร็วขึ้นสูงสุด 30%
  • โหลดเกม: เร็วขึ้นสูงสุด 19%
  • ติดตั้งแอป / Cold Start: เร็วขึ้นสูงสุด 11%
  • ถ่ายโอนไฟล์: เร็วขึ้นสูงสุด 40%
  • แปลงไฟล์วิดีโอ (Transcode): เร็วขึ้นสูงสุด 68%
  • ประสิทธิภาพพลังงาน: ดีขึ้นสูงสุด 9%

ตัวเลขที่โดดเด่นที่สุดคือการแปลงไฟล์วิดีโอที่เร็วขึ้น 68% ซึ่งผู้ที่ใช้งานตัดต่อคลิปสั้นบน TikTok, Instagram Reels หรือ YouTube Shorts จะรู้สึกได้ชัดเจน ทั้งนี้ GSMArena ระบุว่าการปรับปรุงโดยรวมถือว่า "ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างขั้นก้าวกระโดด" แต่เป็นการพัฒนาที่สม่ำเสมอในทุกด้าน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่ากระบวนการผลิตยังคงอยู่ที่ 4nm เท่ากับรุ่นก่อน

Redmi Note 17 Pro Max คือตัวเก็งแรกที่จะใช้ Dimensity 7500

ตามรายงานของ GSMArena อุปกรณ์แรกที่มีแนวโน้มสูงว่าจะใช้ Dimensity 7500 คือ Redmi Note 17 Pro Max จาก Xiaomi อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีการเปิดเผยราคาแต่อย่างใด

ในส่วนของตลาดการแข่งขัน Dimensity 7500 จะเผชิญกับ Snapdragon 7 Series จาก Qualcomm โดยตรง รวมถึง Snapdragon 7s Gen 4 ที่เปิดตัวเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 ขณะที่ MediaTek เองก็มี Dimensity 8500 ที่อยู่เหนือกว่าในแง่สเปก ทั้งในด้าน CPU (Cortex-A725 All-Big Core สูงสุด 3.4 GHz), หน่วยความจำ (LPDDR5X 9600Mbps), พื้นที่เก็บข้อมูล (UFS 4.0) และ NPU 880

สำหรับผู้บริโภคในไทยที่กำลังพิจารณาซื้อสมาร์ตโฟนมิดเรนจ์ระดับบนในช่วงนี้ แนะนำให้รอดูรีวิวจากอุปกรณ์จริงและราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการก่อน เนื่องจากข้อมูลการวางจำหน่ายในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ และตัวเลขประสิทธิภาพที่เปิดเผยในขณะนี้ยังเป็นเพียงค่าสูงสุดจากผู้ผลิตเท่านั้น

แหล่งที่มา