Collette Kress CFO ของ NVIDIA ออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเหน็บคู่แข่งโดยตรง โดยระบุว่าบริษัทรู้ล่วงหน้าว่าราคาหน่วยความจำจะปรับตัวสูงขึ้น และได้สั่งซื้อล็อตใหญ่ไว้ก่อนแล้ว ขณะที่บริษัทอื่นยังคงตั้งรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตามรายงานของ Wccftech เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2026
"ควรสั่งซื้อตั้งแต่นานแล้ว" — Kress เปิดเผยกลยุทธ์การจัดซื้อของ NVIDIA
ในการให้สัมภาษณ์กับนักข่าว Tae Kim, Kress กล่าวถึงบริษัทคู่แข่งที่กำลังเผชิญกับราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูงว่า "มีบริษัทจำนวนมากที่กำลังปวดหัวกับราคาหน่วยความจำที่ขึ้นไปแล้ว" พร้อมระบุว่า NVIDIA รู้ล่วงหน้าว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น และ "ทุกคนควรสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างน้อยเท่าที่เราทำ"
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ Kress เปิดเผยถึงโมเดลการทำงานร่วมกับผู้ผลิตหน่วยความจำที่แตกต่างจากบริษัทอื่น โดยไม่ได้เพียงแค่ซื้อสินค้าสำเร็จรูปจากชั้นวาง แต่ร่วมออกแบบสเปกชิปตั้งแต่ต้น เธอกล่าวว่า
"พวกเขา (ผู้ผลิตหน่วยความจำ) ออกแบบร่วมกับเรา จากนั้นเราจึงกำหนดว่าต้องการซัพพลายเท่าไร และเราทำแบบนี้กับผู้ผลิตหน่วยความจำทั้ง 3 รายพร้อมกัน ไม่ใช่แค่รายเดียว เราบอกว่า 'เราจะสร้างสิ่งนี้' แล้วดึงทุกคนมาทำงานในทิศทางเดียวกัน ยังไม่เห็นบริษัทไหนทำแบบนี้"
การที่ CFO ระดับสูงออกมาพูดถึงกลยุทธ์การจัดซื้อในลักษณะนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติ และสะท้อนให้เห็นว่า NVIDIA มองว่าความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบคือหนึ่งในความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุด
ความต้องการ LPDDR ของ Rubin ปี 2027 — แซงหน้า Apple และ Samsung รวมกัน
แรงกดดันด้านราคาหน่วยความจำที่เกิดขึ้นมีรากฐานมาจากความต้องการที่มหาศาลของ AI GPU โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Rubin ของ NVIDIA ซึ่งคาดการณ์ว่าจะต้องการ LPDDR สูงถึง 6 พันล้าน GB ในปี 2027 เพียงแพลตฟอร์มเดียว
ตัวเลขเปรียบเทียบตามการประมาณการมีดังนี้
| บริษัท/ผลิตภัณฑ์ | ความต้องการ LPDDR ปี 2027 (ประมาณการ) |
|---|---|
| NVIDIA Rubin | สูงสุด 6,000 ล้าน GB |
| Apple | 2,900 ล้าน GB |
| Samsung | 2,700 ล้าน GB |
กล่าวคือ Rubin เพียงแพลตฟอร์มเดียวต้องการหน่วยความจำมากกว่า Apple และ Samsung รวมกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า NVIDIA กำลังกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมหน่วยความจำโลกอย่างแท้จริง
ส่วนหนึ่งของแรงกดดันด้านราคามาจากโครงสร้างการผลิตที่ HBM (High Bandwidth Memory) และ DDR ใช้เครื่องจักรผลิตชุดเดียวกัน เมื่อผู้ผลิตหันมาเพิ่มกำลังผลิต HBM เพื่อตอบสนองความต้องการ AI ก็ส่งผลให้กำลังผลิตฝั่ง DDR ลดลงตามไปด้วย ทำให้ราคา DDR ปรับตัวสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน ตามรายงานระบุว่าช่องว่างนี้กำลังถูกผู้ผลิตจากจีนเข้ามาเติมเต็ม
ราคาพุ่ง 435% — ผลกระทบต่อต้นทุน Vera Rubin และตลาด GPU เกมมิ่ง
รายงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า NVIDIA Vera Rubin rack กำลังเผชิญกับราคาหน่วยความจำที่ปรับขึ้นสูงสุดถึง 435% โดยต้นทุนส่วนประกอบ HBM4 และ LPDDR5X รวมกันอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 72 ล้านบาท) จากต้นทุนรวมทั้งหมด 7.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 281 ล้านบาท)
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาด AI เท่านั้น รายงานยังระบุว่า GPU เกมมิ่งของ NVIDIA กำลังชะลอตัวลงเนื่องจากราคาหน่วยความจำที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ยอดขายฝั่ง Blackwell workstation เติบโต 29% แต่ธุรกิจเกมมิ่งถูกรวมเข้าไปในกลุ่ม "Edge Computing" แล้ว
ในแง่ของผู้ผลิตหน่วยความจำ ความแตกต่างระหว่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์และไม่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ SK hynix ซึ่งเป็นผู้นำด้าน HBM มีรายงานว่าพนักงานได้รับโบนัสก้อนโต ในขณะที่ Samsung ซึ่งยังตามหลังในตลาด HBM กลับเผชิญกับการประท้วงของพนักงานภายในบริษัท
AI ยุคใหม่ — ผู้ชนะคือบริษัทที่ "ล็อกหน่วยความจำ" ได้ก่อน
สิ่งที่ Kress สื่อสารออกมาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรม AI semiconductor ที่ความสามารถในการออกแบบและประสิทธิภาพของชิปเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ความสามารถในการจัดหาหน่วยความจำล่วงหน้าและร่วมออกแบบกับซัพพลายเออร์กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดทางการแข่งขัน
หากตัวเลขประมาณการที่ว่า Rubin จะต้องการ LPDDR สูงถึง 6 พันล้าน GB ในปี 2027 เป็นความจริง นั่นหมายความว่าวงจรการออกแบบของ NVIDIA กำลังกำหนดแผนการผลิตของอุตสาหกรรมหน่วยความจำโลกโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นเพียงการประมาณการและคำกล่าวของผู้บริหารฝ่ายเดียว คำยืนยันจากผู้ผลิตหน่วยความจำทั้ง 3 รายที่ถูกอ้างถึงยังไม่ปรากฏ สำหรับนักลงทุนหรือผู้ติดตามตลาด AI GPU และหุ้นกลุ่มหน่วยความจำ ควรติดตามการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินและรายงานประจำไตรมาสของ NVIDIA เพื่อยืนยันรายละเอียดสัญญาการจัดซื้อที่แท้จริงต่อไป
สำหรับผู้บริโภคในไทยที่กำลังพิจารณาซื้อ GPU สำหรับเกมมิ่งหรืองาน AI ในช่วงนี้ ราคาหน่วยความจำที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลให้ราคา GPU รุ่นใหม่ปรับตัวขึ้นหรือทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง การรอดูสถานการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 อาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
