OpenAI ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะปฏิบัติตามคำสั่งบริหาร (Executive Order) ฉบับใหม่ด้าน AI ของประธานาธิบดี Donald Trump ที่เพิ่งลงนามในสัปดาห์นี้ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือการลดระยะเวลาที่บริษัท AI ต้องส่งโมเดลให้รัฐบาลตรวจสอบล่วงหน้าจาก 90 วันเหลือเพียง 30 วัน ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณะ ตามรายงานของ Engadget
OpenAI ยอมรับให้รัฐบาลประเมินขีดความสามารถของโมเดลก่อนเปิดตัว
George Osborne หัวหน้าฝ่ายความสัมพันธ์รัฐบาลระหว่างประเทศของ OpenAI ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า "เป็นเรื่องถูกต้องอย่างยิ่งที่รัฐบาลของประเทศประชาธิปไตยจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดวิธีการใช้งานและการเผยแพร่เทคโนโลยีนี้"
อย่างไรก็ตาม Osborne เสนอแนะเพิ่มเติมว่ารัฐบาลควร "จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มแข็ง แต่ต้องคงความยืดหยุ่นในวิธีการดำเนินงานในอนาคต" ซึ่งสะท้อนท่าทีของ OpenAI ที่พร้อมให้ความร่วมมือกับการกำกับดูแล ในขณะเดียวกันก็ขอพื้นที่ในการบริหารจัดการเชิงปฏิบัติด้วย
คำสั่งบริหารฉบับใหม่ถูกลดทอนจากร่างเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
จุดที่น่าจับตาคือคำสั่งบริหารฉบับนี้ถูกปรับลดความเข้มข้นลงจากร่างเดิมอย่างมาก โดยร่างต้นฉบับออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความกังวลของอุตสาหกรรม AI และความปลอดภัยสาธารณะ ผ่านการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า David Sacks และ Elon Musk รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ได้ออกมาเตือนว่าเนื้อหาเดิมอาจสร้าง chilling effect ต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AI ขณะที่ Trump เองก็เคยกล่าวว่าเขา "ไม่ชอบบางส่วน" ของคำสั่งดังกล่าว สุดท้ายจึงเกิดการปรับลดทอนเป็นฉบับใหม่ที่ระยะเวลาตรวจสอบเหลือเพียง 30 วัน
| หัวข้อ | ร่างเดิม | คำสั่งบริหารฉบับใหม่ |
|---|---|---|
| ระยะเวลาส่งล่วงหน้า | 90 วัน | 30 วัน |
| รูปแบบการเข้าร่วม | สมัครใจ (voluntary) | "ร้องขอ" (request) ไม่ใช่คำสั่ง |
| การประเมิน Benchmark | — | ร้องขอประเมินขีดความสามารถไซเบอร์ขั้นสูง |
หากโมเดลใดผ่านการประเมินและถูกจัดเป็น "covered frontier model" หรือโมเดลล้ำสมัยที่อยู่ในข่ายต้องควบคุม ก็อาจถูกจำกัดการจัดจำหน่ายและการกระจายในตลาดได้
เสียงวิจารณ์จากฝั่งเดโมแครต — "นโยบายที่น่าผิดหวัง"
คำสั่งบริหารฉบับที่ถูกลดทอนลงเช่นนี้เผชิญเสียงวิจารณ์ว่ายังไม่เพียงพอที่จะควบคุมโมเดลที่อาจเป็นอันตรายได้ Don Beyer สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้ร่วมนำคณะทำงาน AI ในสภา กล่าวว่า
"นี่คือนโยบายที่น่าผิดหวัง และสะท้อนรูปแบบที่กว้างกว่านั้นว่ารัฐบาล Trump ได้สร้างสภาพแวดล้อมแบบ 'wild west' ในการพัฒนา AI"
แรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมที่ทำให้กฎระเบียบถอยกลับ และเสียงวิจารณ์ทางการเมืองที่ตามมา ล้วนสะท้อนความซับซ้อนของการกำกับดูแล AI ในสหรัฐฯ
Microsoft, Google และ OpenAI ตอบรับในทิศทางเดียวกัน
นอกจาก OpenAI ยังมีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่แสดงท่าทีเชิงบวก โดย Brad Smith ประธาน Microsoft ระบุว่าคำสั่งบริหารนี้คือ "ก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัยของพลเมืองอเมริกัน" ขณะที่ Kent Walker จาก Google เรียกว่าเป็น "ความก้าวหน้าที่สำคัญ" และ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ระบุว่า "สมดุลถูกต้องแล้ว"
- Microsoft (Brad Smith): "ก้าวสำคัญสู่การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย"
- Google (Kent Walker): "ความก้าวหน้าที่สำคัญ"
- OpenAI (Sam Altman): "สมดุลถูกต้องแล้ว"
กรอบความร่วมมือใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่ต่อยอดจากข้อตกลงทดสอบโดยสมัครใจที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ดำเนินอยู่กับ Anthropic, OpenAI, Microsoft, xAI และ Google มาก่อนหน้านี้
โครงสร้างหน่วยงานและกำหนดการ 60 วันสำหรับการออกแบบ Benchmark
การกำหนด Benchmark สำหรับจัดประเภท "covered frontier model" จะอยู่ภายใต้การแบ่งภารกิจของหลายกระทรวง พร้อมเส้นตายชัดเจน
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| กระทรวงผู้นำ | กระทรวงการคลัง, กระทรวงสงคราม (ผ่าน NSA), กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (ผ่าน CISA) |
| หน่วยงานหารือ | National Cyber Director, APST, NIST |
| ระยะเวลาพัฒนา | 60 วัน (กำหนดส่งผลงาน 1 สิงหาคม 2026) |
| ผู้ตัดสิน | NSA Director เป็นผู้พิจารณาจัดประเภท "covered frontier model" |
Benchmark ดังกล่าวจะถูกจัดเป็นข้อมูลลับ ซึ่งหมายความว่าแม้จะพัฒนาเสร็จภายใน 60 วัน เนื้อหาและเกณฑ์ตัดสินที่แท้จริงอาจไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งนี้ระยะเวลาตรวจสอบล่วงหน้า 30 วันจะใช้บังคับเฉพาะกับโมเดลที่ผ่านเกณฑ์ตามที่ Benchmark ลับนี้กำหนดเท่านั้น
ผลกระทบต่อผู้ใช้และผู้พัฒนา AI ในไทย
แม้ว่าคำสั่งบริหารฉบับนี้จะมีผลบังคับเฉพาะในสหรัฐฯ แต่เนื่องจากโมเดล AI หลักที่ผู้ใช้และนักพัฒนาในไทยพึ่งพา เช่น ChatGPT, Gemini และ Copilot ล้วนพัฒนาในสหรัฐฯ ทั้งสิ้น การกำกับดูแลที่ฝั่งต้นทางจึงอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อจังหวะการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย
สำหรับองค์กรและสตาร์ทอัพในไทยที่กำลังพึ่งพา API ของ OpenAI หรือ Google ในการพัฒนาบริการ AI การที่กรอบกำกับดูแลยังเป็นแบบ "ร้องขอ" และไม่บังคับ ทำให้ความเสี่ยงด้านการชะลอเปิดตัวโมเดลในระยะสั้นยังมีจำกัด แต่หากในอนาคตมีการประกาศโมเดลที่ถูกจัดเป็น covered frontier model อย่างชัดเจน ผู้พัฒนาในไทยควรจับตาเงื่อนไขการเข้าถึง API และข้อจำกัดการกระจายในระดับภูมิภาคให้ใกล้ชิด
