Plex แพลตฟอร์ม media server ยอดนิยมในกลุ่มผู้ใช้ขั้นสูง กำลังเผชิญกระแสต่อต้านครั้งใหญ่ หลังประกาศปรับราคา Lifetime Pass ขึ้นเป็น US$750 (ประมาณ 27,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคาเดิมถึง 3 เท่า พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์โซเชียลชุดใหญ่ที่หลายฝ่ายมองว่าสวนทางกับความต้องการของผู้ใช้หลัก ผลสำรวจล่าสุดจาก Android Authority พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามถึง 43% กำลังพิจารณาย้ายไปใช้แพลตฟอร์มอื่น
ฟีเจอร์โซเชียลแบบ Netflix — Plex ปรับทิศทางครั้งใหญ่
ตามรายงานของ Android Authority Plex ได้เปิดตัวชุดฟีเจอร์ที่เปลี่ยนซอฟต์แวร์ media server ให้กลายเป็นเครือข่ายโซเชียลสำหรับการค้นพบคอนเทนต์ ประกอบด้วยฟอรัมสาธารณะ "Discussions" ที่ฝังในหน้ารายละเอียดของภาพยนตร์และซีรีส์ รายการที่ผู้ใช้คัดสรรเอง ระบบคอมเมนต์พร้อมรูปภาพ การแจ้งเตือนเธรด การรีแอ็กชันด้วยอีโมจิ รวมถึงระบบติดตามนักแสดง ทีมงานสร้าง และเพื่อน
นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวอัลกอริทึม "Match Score" ที่คาดการณ์ความเข้ากันได้ของผู้ใช้กับคอนเทนต์โดยอ้างอิงจากประวัติการดูและการให้คะแนน Dhruv Bhutani คอลัมนิสต์ของ Android Authority วิจารณ์ว่าระบบนี้เป็นการลอกแนวคิดมาจาก Netflix และ Prime Video โดยตรง ซึ่งเป็นกลไกแบบปิดที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก — ตรงข้ามกับเหตุผลที่ผู้ใช้กลุ่ม self-hoster เลือกใช้ Plex ตั้งแต่แรก
ผลโพล: 43% เล็งย้ายแพลตฟอร์ม ขณะที่ 0% บอกว่า "ชอบ"
โพลของ Android Authority ที่มีผู้ตอบรวม 44 เสียง สะท้อนความห่างเหินระหว่าง Plex กับชุมชนผู้ใช้อย่างชัดเจน
| ตัวเลือก | สัดส่วน |
|---|---|
| ชอบฟีเจอร์ใหม่ | 0% |
| จะเพิกเฉย | 34% |
| อยากให้แก้บั๊กก่อน | 23% |
| จะย้ายแพลตฟอร์ม | 43% |
ตัวเลือก "จะย้ายแพลตฟอร์ม" ได้คะแนนสูงสุดที่ 43% และเมื่อรวมกับ "อยากให้แก้บั๊กก่อน" กลุ่มที่มีท่าทีเชิงลบรวมกันสูงถึง 66% ขณะที่ตัวเลือก "ชอบ" ไม่มีผู้ลงคะแนนเลย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้มาจากกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กเพียง 44 เสียง จึงควรพิจารณาเป็นสัญญาณเชิงคุณภาพมากกว่าตัวแทนเชิงสถิติ
ขึ้นราคา 3 เท่า — แต่บั๊กเก่ายังไม่ได้รับการแก้ไข
Lifetime Pass ของ Plex ซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดในวงการเทค ถูกปรับราคาขึ้นเป็น US$750 (ประมาณ 27,000 บาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากราคาเดิม ส่วนแผน "Remote Watch Pass" ที่เปิดให้แชร์ไลบรารีกับครอบครัวและเพื่อนที่อยู่ไกลก็ถูกปรับขึ้นในรอบนี้ด้วย
Bhutani ชี้ว่าทรัพยากรด้านวิศวกรรมถูกทุ่มไปกับฟีเจอร์อย่างคอมเมนต์รูปภาพและอีโมจิ ขณะที่ปัญหาพื้นฐานยังคงไม่ได้รับการแก้ไข โดยระบุประเด็นสำคัญดังนี้
- ระบบดาวน์โหลดออฟไลน์และการซิงค์ที่ไม่เสถียร (เป็นฟีเจอร์พรีเมียมแต่ใช้บนเครื่องบินจริงไม่ได้)
- ปัญหาภาพกระตุก เสียงไม่ตรงปาก และแอปแครชบน streaming stick และ Smart TV OS
- การ transcode คอนเทนต์บิตเรตสูงและซับไตเติลรูปแบบซับซ้อนทำได้ไม่ดี
- ฟีเจอร์สำรองรูปภาพที่ถูกทิ้งร้าง
- เครื่องมือจัดการผู้ใช้ที่ไม่ครอบคลุม
Bhutani เปิดเผยว่าตนเองเลิกใช้งานโหมดเล่นออฟไลน์ของ Plex ไปแล้ว และหันมาคัดลอกไฟล์ลงแท็บเล็ตด้วยตัวเองแทน
แรงกดดันจาก VC และปัญหา "ลูกค้าสองกลุ่ม"
Bhutani วิเคราะห์ว่าเบื้องหลังการปรับทิศทางครั้งนี้คือแรงกดดันจากเงินทุนของ Venture Capital ที่คาดหวังการเติบโตในระดับสูง โมเดลธุรกิจที่ขาย Lifetime Pass ให้กลุ่ม niche อย่างผู้ใช้ฮาร์ดแวร์ขั้นสูงไม่อาจตอบโจทย์ VC ได้ Plex จึงเดินหน้าสู่ตลาดแมสในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งช่องทีวีฟรีรองรับโฆษณา บริการเช่าคอนเทนต์ดิจิทัล และการรวม watchlist กับบริการสตรีมมิงเชิงพาณิชย์
ผลที่ตามมาคือ Plex ต้องรองรับลูกค้าสองกลุ่มที่มีความต้องการสวนทางกัน — กลุ่ม power user ที่เน้น offline-first และเครือข่ายภายในบ้าน กับกลุ่มผู้ชมทั่วไปที่สร้างรายได้ผ่านโฆษณาและการเก็บข้อมูล Bhutani มองว่าการที่ Plex ทุ่มทรัพยากรไปกับกลุ่มหลัง ส่งผลให้ประสบการณ์ของกลุ่มแรกถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด
ฝ่าย Plex อ้างเหตุผลของการเพิ่มฟีเจอร์โซเชียลว่าเป็นการตอบสนองต่อ "ความแตกแยกของบริการสตรีมมิง" ที่ทำให้การค้นพบคอนเทนต์กระจัดกระจาย จึงจำเป็นต้องมีพื้นที่โซเชียลที่รวมศูนย์ แต่ Bhutani โต้แย้งว่าเหตุผลนี้ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่ม power user ไม่ได้คาดหวังให้แอป media server มาแนะนำเทรนด์จาก Netflix หรือ HBO ตั้งแต่แรก
Jellyfin โผล่เป็นทางเลือกหลัก
ทางเลือกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้คือ Jellyfin ซอฟต์แวร์ media server แบบ open source ที่ไม่มีบอร์ด VC ไม่ติดตามข้อมูลผู้ใช้ และไม่มี Lifetime Pass ราคา US$750 ให้กังวล Bhutani ระบุว่าจุดอ่อนเดิมของ Jellyfin เรื่องความครบครันของแอปฝั่ง client ได้รับการพัฒนาจนเป็นผู้ใหญ่แล้วบนแพลตฟอร์มทีวีและมือถือหลัก ๆ
Bhutani เปรียบเทียบสถานการณ์ของ Plex กับกรณีของ Winamp, Digg และ MySpace ที่เคยทิ้งฐานผู้ใช้หลักเพื่อไล่ตามตลาดแมส และลงเอยด้วยการเสื่อมถอย หาก Plex ยังคงเพิกเฉยต่อความต้องการพื้นฐานเรื่องเสถียรภาพของ client, การซิงค์ออฟไลน์ และความเป็นส่วนตัว ก็อาจเดินตามรอยเดียวกัน
ผลกระทบต่อผู้ใช้ในไทย
สำหรับผู้ใช้ในไทยที่นิยม self-host ไลบรารีสื่อบน NAS หรือเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว — กลุ่มที่เติบโตขึ้นต่อเนื่องในชุมชนเทคของไทย — ราคาใหม่ที่ประมาณ 27,000 บาท ถือเป็นต้นทุนที่สูงเทียบเท่าค่าใช้จ่ายบริการสตรีมมิงรวมกันหลายปี ผู้ที่กำลังพิจารณาลงทุน Lifetime Pass ของ Plex ควรชะลอการตัดสินใจ และทดสอบ Jellyfin บนอุปกรณ์ที่ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็น Smart TV, Android TV box หรือสมาร์ตโฟน ก่อนตัดสินใจย้ายแพลตฟอร์ม เพื่อให้แน่ใจว่า client รองรับ codec และรูปแบบไฟล์ในไลบรารีของตนได้อย่างเสถียร
แหล่งที่มา
- Android Authority — Plex just proved it has no idea what users want
