Samsung อาจปรับขึ้นราคาสมาร์ตโฟนในตลาดยุโรปราว €100 (ประมาณ 3,900 บาท / US$108) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 โดยมีรายงานว่าสาเหตุหลักมาจากต้นทุนชิปหน่วยความจำ RAM ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมรุ่น Galaxy S series, Galaxy Z Fold7 และ Galaxy Z Flip7 แม้ยังเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Samsung ก็ตาม

ที่มาของข่าว: รายงานจากกรีซผ่าน GSMArena

GSMArena รายงานโดยอ้างอิงสื่อท้องถิ่นในกรีซว่า Samsung วางแผนปรับราคาสมาร์ตโฟนบางรุ่นในตลาดยุโรปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ขนาดการปรับราคา: ประมาณ €100 (ประมาณ 3,900 บาท / US$108)
  • กำหนดเวลา: มิถุนายน 2026 (ตลาดยุโรป)
  • รุ่นที่คาดว่าได้รับผลกระทบ: Galaxy S series / Galaxy Z Fold7 / Galaxy Z Flip7

ทั้งนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าการปรับราคาจะครอบคลุมเฉพาะรุ่นพื้นฐาน (base model) หรือรวมถึงตัวเลือกความจุสูงอย่าง 256GB/512GB ด้วย แม้นักวิเคราะห์มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะปรับขึ้นในทุกระดับ

เนื่องจากข้อมูลนี้มาจากสื่อท้องถิ่นและยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Samsung ควรรับทราบในฐานะข้อมูลเบื้องต้นที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนถึงเดือนมิถุนายน

ทำไมต้องขึ้นราคาตอนนี้ — ขีดจำกัดของการ "แบกรับต้นทุน"

ตลอดช่วงที่ผ่านมา ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ทั้ง Samsung และ Apple ต่างพยายามดูดซับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้นด้วยการปรับประสิทธิภาพต้นทุนในส่วนอื่น อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าขีดจำกัดดังกล่าวกำลังใกล้ถึงจุดสิ้นสุดสำหรับ Samsung

ข้อมูลจาก TrendForce ชี้ว่าต้นทุนการจัดซื้อหน่วยความจำสำหรับชุด 8GB+256GB ในสัญญาไตรมาสแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 200% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนของหน่วยความจำในต้นทุนวัสดุรวม (BOM) ของสมาร์ตโฟนพุ่งจากเดิม 10–15% ขึ้นไปอยู่ที่ 30–40%

ภาพรวมอุตสาหกรรม — ตัวเลขที่ต้องจับตา

ผลกระทบจากราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Samsung เพียงรายเดียว แต่กำลังส่งแรงกดดันต่อตลาดสมาร์ตโฟนทั่วโลก

ตัวชี้วัดค่าที่คาดการณ์แหล่งข้อมูล
ราคาสมาร์ตโฟนโลกปรับขึ้น (2026)+13%Gartner
ยอดส่งมอบสมาร์ตโฟนโลกลดลง (2026)-8.4%Gartner
การผลิตสมาร์ตโฟนโลกลดลง (2026)-10% (สูงสุด -15%)TrendForce
สัดส่วน RAM ใน BOM10–15% → 30–40%TrendForce

นอกจากนี้ TrendForce ยังปรับประมาณการราคาสัญญา DRAM แบบดั้งเดิมในไตรมาสแรกปี 2026 ขึ้นเป็น +90–95% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่ LPDDR4X และ LPDDR5X ที่ใช้ในสมาร์ตโฟนก็คาดว่าจะปรับขึ้นราว 90% เช่นกัน

สาเหตุเชิงโครงสร้าง — AI ดึงทรัพยากรออกจากตลาดสมาร์ตโฟน

การขาดแคลนหน่วยความจำในครั้งนี้ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว แต่มีรากฐานมาจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กล่าวคือ ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่กำลังโยกย้ายกำลังการผลิตเวเฟอร์ไปสู่ HBM (High Bandwidth Memory) สำหรับระบบ AI ซึ่งให้อัตรากำไรสูงกว่า ส่งผลให้ปริมาณการผลิต LPDDR และ NAND สำหรับสมาร์ตโฟนและ PC ลดลงตามไปด้วย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Micron ซึ่งเปิดเผยว่าสามารถจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าหลักได้เพียง 55–60% ของความต้องการเท่านั้น ขณะที่ SK Hynix คาดการณ์ว่าภาวะตึงตัวของอุปทานหน่วยความจำจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2028 และนักวิเคราะห์หลายรายก็มองในทิศทางเดียวกันว่าราคาหน่วยความจำจะยังคงสูงต่อเนื่องหลังปี 2028

IDC คาดว่าอุปทาน DRAM จะเติบโตเพียง 16% และ NAND เพียง 17% ในปี 2026 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าความต้องการที่แท้จริงอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้บริโภคในไทยควรรับมืออย่างไร

แม้การปรับราคาครั้งนี้จะประกาศสำหรับตลาดยุโรปเป็นหลัก แต่ปัจจัยต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยระดับโลก ซึ่งหมายความว่าราคาสมาร์ตโฟนในไทยก็มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อ Samsung เปิดตัวรุ่นใหม่หรือปรับราคาสินค้าคงคลังในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

ข้อมูลการวางจำหน่ายและราคาอย่างเป็นทางการของ Galaxy Z Fold7 และ Galaxy Z Flip7 ในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ ผู้ที่สนใจซื้อสมาร์ตโฟน Samsung รุ่นพรีเมียมในช่วงนี้ควรติดตามประกาศราคาอย่างเป็นทางการจาก Samsung Thailand และช่องทางจำหน่ายอย่าง Studio7 หรือ Power Buy อย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอาจสะท้อนมายังราคาในประเทศในที่สุด

แหล่งที่มา