Samsung กำลังปรับทิศทางธุรกิจสมาร์ทโฟนครั้งสำคัญ โดยรายงานล่าสุดระบุว่าบริษัทได้เพิ่มแผนการผลิต Galaxy S26 Series และ Galaxy A17 ในเดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่ลดกำลังผลิตรุ่นกลางอย่าง Galaxy A57 และ A37 ลงพร้อมกัน สัญญาณนี้ชี้ให้เห็นว่า Samsung กำลังเดินหน้ากลยุทธ์ "สองขั้ว" — มุ่งเน้นทั้งพรีเมียมและราคาประหยัด โดยลดการพึ่งพาตลาดกลาง

ตัวเลขการผลิต Galaxy S26 ที่ปรับขึ้นในเดือนพฤษภาคม

อ้างอิงจาก ZDNet Korea ผ่าน Android Authority Samsung ได้ปรับแผนการผลิต Galaxy S26 Series ประจำเดือนพฤษภาคม 2026 ดังนี้

รุ่นแผนเดิมแผนที่ปรับใหม่
Galaxy S26700,000 เครื่อง~1,000,000 เครื่อง
Galaxy S26 Ultra1,000,000–1,100,000 เครื่อง1,200,000–1,300,000 เครื่อง
Galaxy S26 Plus200,000–300,000 เครื่อง200,000 เครื่อง

ที่น่าสนใจคือ ปกติแล้วคำสั่งซื้อชิ้นส่วนมักชะลอตัวลงหลังจากสินค้าวางจำหน่ายได้ประมาณ 2 เดือน แต่ครั้งนี้กลับเป็นตรงกันข้าม แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนระบุว่าคำสั่งซื้อยังคงทรงตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยอดจัดส่งสะสมของ Galaxy S26 Series อยู่ในระดับเทียบเท่าหรือสูงกว่า Galaxy S25 Series รุ่นก่อนหน้าเล็กน้อย

Galaxy S26 Ultra ครองสัดส่วน 70% ของยอดขาย S Series

รายงานชี้ว่า Galaxy S26 Ultra คาดว่าจะมีสัดส่วนราว 70% ของยอดขาย Galaxy S26 Series ทั้งหมดในปี 2026 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับรุ่นเดียว

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการนี้คือการที่ Samsung ตรึงราคาเริ่มต้นของ Galaxy S26 Ultra ไว้เท่าเดิมจากปีก่อน ขณะที่ Galaxy S26 รุ่นมาตรฐานกลับปรับราคาขึ้น ทำให้ช่องว่างด้านราคาระหว่างสองรุ่นแคบลง และผู้บริโภคจำนวนมากเลือกอัปเกรดไปยัง Ultra แทน

นอกจากนี้ Galaxy S26 Ultra ยังมีจุดเด่นด้านเทคโนโลยีที่ชัดเจน ได้แก่

  • Privacy Display — เทคโนโลยีระดับฮาร์ดแวร์ที่ควบคุมมุมมองของหน้าจอเพื่อป้องกันการมองเห็นจากด้านข้าง โดยฝังโพลาไรเซชันเข้าไปในแผงจอตั้งแต่กระบวนการผลิต ไม่ใช่ฟิล์มกันมองแบบเดิม
  • Snapdragon 8 Elite Gen 5 for Galaxy — ใช้ชิปเดียวกันทั่วโลก ประสิทธิภาพสูงขึ้น 17–20% จากรุ่นก่อน
  • กล้องรับแสงดีขึ้น — กล้องหลักเปิดรับแสง F1.4 (จาก F1.7) และกล้องซูม 5× เปิดรับแสง F2.9 (จาก F3.4)
  • ชาร์จเร็ว 60W แบบสาย / 25W ไร้สาย — เป็นครั้งแรกในซีรีส์ Ultra
  • โครงอลูมิเนียม Armor Aluminum — เบาขึ้นและระบายความร้อนได้ดีกว่าไทเทเนียมของ S24/S25 Ultra

ในแง่ผลประกอบการ สมาร์ทโฟนพรีเมียมอย่าง Galaxy S Series สามารถสร้างรายได้และกำไรจากการดำเนินงานเทียบเท่ารุ่นกลาง-ล่าง 3–4 เครื่อง ดังนั้นการเพิ่มกำลังผลิต Ultra จึงมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Samsung โดยตรง

Galaxy A17 พุ่ง 500 ล้านเครื่อง — รุ่นกลาง A57/A37 ถูกลดสัดส่วน

ฝั่ง Galaxy A Series มีทิศทางที่แตกต่างกันชัดเจน

Galaxy A17 ได้รับการเพิ่มแผนการผลิตจากกว่า 4 ล้านเครื่อง เป็นประมาณ 5 ล้านเครื่องในเดือนพฤษภาคม ข้อมูลจาก Counterpoint Research ยืนยันว่า Galaxy A17 5G และ A17 4G ติดอันดับ 10 สมาร์ทโฟนขายดีที่สุดในโลกประจำไตรมาส 1 ปี 2026

ความสำเร็จของ A17 ไม่ได้มาจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่มาจากสเปกที่ครบครันสำหรับราคา $199.99 (ประมาณ 7,200 บาท) ได้แก่ จอ 6.7 นิ้ว FHD+ Super AMOLED 90Hz, แบตเตอรี่ 5,000 mAh, ชาร์จเร็ว 25W, ชิป Exynos 1330 และกันน้ำกันฝุ่น IP54 ที่สำคัญคือรับประกันอัปเดตความปลอดภัย 6 ปี และอัปเกรด One UI/Android อีก 6 เวอร์ชัน — ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานระยะยาว

ในทางกลับกัน รุ่นกลางกลับถูกลดกำลังผลิต

  • Galaxy A57: ลดจาก 1,700,000–1,800,000 เครื่อง เหลือประมาณ 1,300,000 เครื่อง
  • Galaxy A37: ลดจาก 1,000,000 เครื่อง เหลือ 900,000 เครื่อง

ผลสำรวจผู้ใช้: คู่แข่ง Galaxy S26 Ultra กระจายตัวหลายรุ่น

แม้ Galaxy S26 Ultra จะครองสัดส่วนการผลิตสูง แต่ผลสำรวจของ Android Authority ที่ถามว่า "หากไม่ซื้อ Galaxy S26 Ultra จะเลือกรุ่นใด?" จากผู้ตอบ 1,051 คน พบว่าคะแนนกระจายตัวค่อนข้างมาก

  • Google Pixel 10 Pro XL: 29%
  • Samsung Galaxy S25 Ultra: 22%
  • OnePlus 15: 22%
  • Samsung Galaxy S25 FE: 12%
  • Samsung Galaxy Z Fold 7: 9%
  • อื่น ๆ: 6%

ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแม้ Samsung จะวางโครงสร้างการผลิตและรายได้ไว้กับ Ultra เป็นหลัก แต่ในมุมผู้บริโภค ทางเลือกยังกระจายอยู่หลายรุ่น ซึ่งหมายความว่า Samsung ยังต้องรักษาความน่าสนใจของ Ultra ไว้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้บริโภคในไทย

ข้อมูลการวางจำหน่าย Galaxy S26 Series อย่างเป็นทางการในไทยยังคงต้องติดตาม อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์สองขั้วของ Samsung มีนัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคในประเทศไทยหลายประการ

ประการแรก หากกำลังพิจารณา Galaxy A57 หรือ A37 อยู่ ควรเปรียบเทียบกับ Galaxy A17 5G ที่มีราคาต่ำกว่าแต่ได้รับการสนับสนุนซอฟต์แวร์ระยะยาวกว่า ประการที่สอง สำหรับผู้ที่มีงบประมาณสำหรับรุ่นกลาง การพิจารณา Galaxy S26 รุ่นมาตรฐานอาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เนื่องจากได้รับการสนับสนุนซอฟต์แวร์ที่ยาวนานกว่าและสเปกที่แข็งแกร่งกว่า ประการสุดท้าย ยอดผลิตที่เพิ่มขึ้นของ Galaxy S26 Ultra อาจส่งผลให้สินค้ามีความพร้อมจำหน่ายมากขึ้นในตลาดโลก รวมถึงไทยด้วย

แหล่งที่มา