Samsung ประกาศความร่วมมือกับศูนย์วิจัยโรคเบาหวาน (Diabetes Research Center) ของโรงพยาบาล Massachusetts General Hospital (MGH) เพื่อศึกษาผลกระทบของยากลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist (GLP-1 RA) ที่มีต่อร่างกาย โดยเฉพาะความเสี่ยงของการสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วซึ่งมักถูกมองข้าม ผ่านการใช้ Galaxy Watch 8 เป็นเครื่องมือติดตามข้อมูลชีวภาพแบบรายวัน การทดลองทางคลินิกนี้มีผู้เข้าร่วม 100 คน และจะดำเนินการเป็นระยะเวลา 6 เดือน

GLP-1 คืออะไร และทำไมการสูญเสียกล้ามเนื้อจึงน่ากังวล

ยากลุ่ม GLP-1 RA เช่น Ozempic และ Mounjaro ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ผลข้างเคียงที่ช่วยลดความอยากอาหารทำให้ยากลุ่มนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในฐานะยาลดน้ำหนักทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่กระแสการใช้ยาเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขน้ำหนักที่ลดลงคือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายขาดแคลอรีต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ไขมันเท่านั้นที่ถูกเผาผลาญ แต่กล้ามเนื้อก็ถูกสลายไปด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความแข็งแรง การเคลื่อนไหว และการทำงานของอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ ไต และตับ

ข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกที่ผ่านมาชี้ให้เห็นถึงขนาดของปัญหาดังกล่าว:

การทดลองยาน้ำหนักที่ลดลงสัดส่วนมวลกล้ามเนื้อที่สูญเสีย
STEP-1Semaglutide 2.4 มก./สัปดาห์ประมาณ 15%ประมาณ 13% (คิดเป็น 40–45% ของน้ำหนักที่ลดลงทั้งหมด)
SURMOUNT-1Tirzepatide สูงสุด 15 มก.ประมาณ 21%ประมาณ 11% (ประมาณ 25% ของน้ำหนักที่ลดลงทั้งหมด)

นอกจากนี้ Dr. David N. Brennan จาก Mayo Clinic ยังระบุว่าน้ำหนักที่ลดลงจากยากลุ่มนี้อาจมาจากกล้ามเนื้อมากถึง 30% หรือมากกว่านั้น

Galaxy Watch 8 ทำหน้าที่อะไรในการวิจัยครั้งนี้

ผู้เข้าร่วมการวิจัย 100 คนซึ่งกำลังรับการรักษาด้วยยา GLP-1 จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะสวมใส่ Galaxy Watch 8 เพื่อบันทึกข้อมูลชีวภาพและรับคำแนะนำการออกกำลังกายที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ส่วนกลุ่มควบคุมจะรับการรักษาตามปกติโดยไม่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าว

Galaxy Watch 8 จะใช้ BioActive Sensor ในการวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกายผ่านการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าชีวภาพ (Bioelectrical Impedance Analysis หรือ BIA) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีมาตั้งแต่ Galaxy Watch 4 เป็นต้นมา ขณะที่ผลลัพธ์จากนาฬิกาจะถูกตรวจสอบความแม่นยำโดยเปรียบเทียบกับการสแกน DXA ซึ่งเป็นมาตรฐานทองคำในการวัดองค์ประกอบร่างกายในระดับคลินิก

Samsung ระบุในแถลงการณ์ว่า "เราสนใจที่จะศึกษาว่าข้อมูลต่อเนื่องจากอุปกรณ์สวมใส่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระดับกิจกรรม อัตราการเต้นของหัวใจ และองค์ประกอบร่างกายของผู้ป่วยได้อย่างไร เพื่อให้แพทย์มีมุมมองที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบของการรักษา และสามารถปรับแผนการดูแลได้อย่างทันท่วงทีและขับเคลื่อนด้วยข้อมูล"

การวิจัยนำโดย Dr. Melissa Putman ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเบาหวาน MGH

ความสำเร็จด้านสุขภาพของ Galaxy Watch ที่สะสมมา

Galaxy Watch ได้รับการยอมรับในฐานะสมาร์ตวอทช์ที่มีฟีเจอร์ด้านสุขภาพครอบคลุมที่สุดในกลุ่ม Wear OS โดยได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ สำหรับการตรวจจับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) และการตรวจจับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Atrial Fibrillation) และล่าสุดยังได้รับการรับรองสำหรับฟีเจอร์วัดความดันโลหิตโดยตรงบนตัวนาฬิกา ซึ่งต้องสอบเทียบกับเครื่องวัดความดันจริงเดือนละครั้ง

ผลลัพธ์จากการวิจัยร่วมกับ MGH ในครั้งนี้อาจเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามมวลกล้ามเนื้อในอนาคต แม้ Samsung จะยังไม่ได้ยืนยันแผนการดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่ผู้ใช้ Galaxy Watch ในไทยควรรู้ตอนนี้

ตามรายงาน กระแสการใช้ยา GLP-1 ในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานและกลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนัก ซึ่งทำให้ประเด็นเรื่องการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภคในประเทศ

สำหรับผู้ที่ใช้ Galaxy Watch 4 ขึ้นไปอยู่แล้ว ฟีเจอร์วัดองค์ประกอบร่างกายผ่าน BIA มีให้ใช้งานได้ในปัจจุบัน และสามารถใช้ติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของร่างกายระหว่างการรับประทานยาได้เบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเพื่อการตีความผลที่ถูกต้อง

ส่วนฟีเจอร์ใหม่ที่อาจพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยนี้ยังไม่มีกำหนดการเปิดตัวที่ชัดเจน การวิจัยระยะ 6 เดือนนี้เพิ่งเริ่มต้น และผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาต่อไปของ Samsung ในด้านนี้

แหล่งที่มา