Samsung กำลังพิจารณานำระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) มาใช้ใน Galaxy สมาร์ตโฟนรุ่นเรือธง หลังจากที่เทคโนโลยี Vapor Chamber เริ่มแสดงสัญญาณว่าไม่เพียงพอต่อการรับมือกับความร้อนของชิปเซ็ตรุ่นใหม่ ตามรายงานจาก Wccftech อ้างอิงแหล่งข่าวจาก Sisa Journal ของเกาหลี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2026 ทั้งนี้ Wccftech ประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลนี้ที่ระดับ "55% Plausible" จึงยังถือเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
Vapor Chamber ถึงขีดจำกัด — ทำไม Samsung ถึงต้องมองหาทางออกใหม่
จุดเริ่มต้นของรายงานนี้มาจากชิปเซ็ต Exynos 2600 ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีที่เรียกว่า Heat Pass Block โดย Wccftech รายงานว่าในการทดสอบเปรียบเทียบ กลไกนี้ให้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า Snapdragon 8 Elite Gen 5 ที่ถูกระบายความร้อนด้วยไนโตรเจนเหลวด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม Galaxy S26 Ultra ที่ติดตั้ง Vapor Chamber มาแล้ว ยังคงมีปัญหาความร้อนสะสมในการใช้งานต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าระบบระบายความร้อนแบบ Passive ในปัจจุบันเริ่มไม่เพียงพอ Wccftech ระบุว่า "ความสามารถในการระบายความร้อนของสมาร์ตโฟนใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว" เนื่องจากชิปเซ็ตรุ่นใหม่มีแนวโน้มบริโภคพลังงานสูงขึ้นเรื่อย ๆ
แนวทาง Liquid Cooling ที่ Samsung กำลังศึกษา — เรียนรู้จาก REDMAGIC
ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการสมาร์ตโฟน REDMAGIC เป็นผู้บุกเบิกในกลุ่ม Gaming Smartphone โดย REDMAGIC 11 Pro ถูกนำเสนอในฐานะ "สมาร์ตโฟนระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบ Flow Liquid รุ่นแรกของโลก" ประกอบด้วย AquaCore Cooling System ที่รวม Liquid Metal 3.0, Vapor Chamber ขนาด 13,116 มม.², และพัดลมภายในที่หมุน 24,000 รอบต่อนาที
Wccftech ชี้ว่า Samsung ซึ่งมียอดจัดส่งสูงกว่า REDMAGIC มาก อาจได้รับแรงบันดาลใจจากแบรนด์เกมมิ่งรายนี้ แต่แนวทางของ Samsung น่าจะแตกต่างออกไป กล่าวคือจะซ่อนกลไกระบายความร้อนไว้ภายในตัวเครื่องเพื่อรักษาดีไซน์ที่เรียบร้อยตามสไตล์ Galaxy S Series
ข้อได้เปรียบของ Liquid Cooling เมื่อเทียบกับ Air Cooling ที่ Wccftech ระบุ ได้แก่
- ประสิทธิภาพการระบายความร้อนสูงกว่าระบบลม
- เสียงรบกวนน้อยกว่า
- ความเสี่ยงต่อการกระทบมาตรฐานกันน้ำ/กันฝุ่นต่ำกว่า
ประเด็นสุดท้ายมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ Galaxy S Series ที่มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำเป็นพื้นฐาน
Samsung ตั้งทีมเฉพาะกิจ — และยังมีทางเลือกอื่นอยู่ด้วย
Wccftech รายงานว่า Samsung ได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน Active Cooling Solutions ภายใน Production Technology Research Institute แล้ว ที่น่าสนใจคือการพิจารณาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Liquid Cooling เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำระบบ Air Cooling มาใช้ใน Galaxy สมาร์ตโฟนด้วย
ในภาพรวมของชิปเซ็ต Wccftech ยังรายงานว่า Exynos 2700 รุ่นถัดไปจะนำสถาปัตยกรรม Side-by-Side (SBS) มาใช้ ขณะที่ Snapdragon 8 Elite Gen 6 Pro จะนำเทคโนโลยี Heat Pass Block ของ Exynos 2600 มาบูรณาการด้วย แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเกิดขึ้นทั้งในระดับซิลิคอนและระดับการออกแบบตัวเครื่องควบคู่กัน
Galaxy S26 Series กับการพัฒนา Vapor Chamber ในปัจจุบัน
ก่อนที่ Liquid Cooling จะมาถึง Samsung ได้ยกระดับ Vapor Chamber ใน Galaxy S26 Series ไปอย่างมีนัยสำคัญแล้ว ตามรายงานของ Sammy Fans
| รุ่น | ประสิทธิภาพ Vapor Chamber เพิ่มขึ้น (เทียบรุ่นก่อน) |
|---|---|
| Galaxy S26 / S26+ | ประมาณ 29% |
| Galaxy S26 Ultra | ประมาณ 21% |
Galaxy S26 Ultra ยังใช้โครงสร้างระบายความร้อน 4 ชั้น ประกอบด้วย Vapor Chamber, Graphite Pad, Thermal Pad และ Thermal Paste ซึ่งเป็นแนวทางที่พบในพีซีตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊ก ส่วน Galaxy S26 มาพร้อม "Tailor 3D TIM" (Thermal Interface Material รูปแบบใหม่) ที่ช่วยให้ประสิทธิภาพความร้อนใกล้เคียงกับ Ultra
ผลการทดสอบเกมจริงพบว่า Galaxy S26 เล่น League of Legends ที่อุณหภูมิเฉลี่ย 32°C และ S26+ เล่น Genshin Impact ที่สูงสุด 38°C ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สะท้อนว่าระบบ Passive Cooling ยังมีพื้นที่พัฒนาต่อได้อีก
Apple ก้าวนำหน้าแล้ว — iPhone 17 Pro ใช้ Vapor Chamber แบบ Laser-Welded
ขณะที่ Samsung ยังอยู่ในขั้นศึกษา Apple ได้นำระบบ Thermal Management แบบของเหลวมาใช้ใน iPhone 17 Pro และ 17 Pro Max แล้ว ตามรายงานของ IEEE Spectrum และ AppleMagazine โดยใช้ Vapor Chamber แบบ Laser-Welded ที่บรรจุน้ำ Deionized ในห้องปิดผนึก ทำหน้าที่ระเหยและควบแน่นเพื่อพาความร้อนออกจากชิป A19 Pro
ผลลัพธ์ที่ AppleMagazine รายงาน ได้แก่
- อุณหภูมิลดลงสูงสุด 6°C ในการทดสอบ Stress Test และลดลงประมาณ 10°C ในการบันทึกวิดีโอ 4K 60fps ต่อเนื่อง
- การนำความร้อนสูงขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับแผ่น Graphite แบบเดิม
- ประสิทธิภาพ GPU/CPU แบบ Sustained เพิ่มขึ้นสูงสุด 40%
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการลงทุนกับระบบระบายความร้อนส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะที่ผู้ใช้สัมผัสได้จริง
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลและสิ่งที่ผู้ใช้ Galaxy ในไทยควรติดตาม
ข้อมูลนี้มาจาก Sisa Journal โดย Wccftech เป็นผู้รายงานต่อ และยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Samsung คะแนนความน่าเชื่อถือจาก Wccftech อยู่ที่ 55% โดยแบ่งเป็น ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว 3/5, การยืนยันข้ามแหล่ง 1/5, ความสอดคล้องทางเทคนิค 4/5 และความเหมาะสมด้านเวลา 3/5
สำหรับผู้ใช้ Samsung Galaxy ในไทย ไม่ว่าจะซื้อผ่าน Studio7, Power Buy หรือช่องทางออนไลน์อย่าง Lazada และ Shopee ข้อมูลนี้ยังอยู่ในขั้นทดลองและยังไม่มีกำหนดเปิดตัวที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ทิศทางที่ Samsung ลงทุนพัฒนาระบบระบายความร้อนอย่างจริงจัง ทั้งในระดับชิปเซ็ตและตัวเครื่อง บ่งชี้ว่า Galaxy S รุ่นถัดไปน่าจะมีประสิทธิภาพ Sustained Performance ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะสำหรับนักเล่นเกมและผู้ใช้งานหนักที่ประสบปัญหาเครื่องร้อนและ Throttling อยู่ในปัจจุบัน
