สัปดาห์นี้วงการวิทยาศาสตร์มีความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามพร้อมกันถึงสามเรื่อง ตั้งแต่การฟักลูกไก่จากเปลือกไข่เทียมที่พิมพ์ด้วยเทคโนโลยี 3D ของบริษัท Colossal Biosciences ไปจนถึงการปล่อยยานสำรวจ Smile ขึ้นสู่อวกาศเพื่อศึกษาสนามแม่เหล็กโลก และการที่ทีมนักวิจัยเจ้าของงานวิจัยดั้งเดิมออกมาตั้งข้อสงสัยต่อหลักฐานไอน้ำบนดาวเทียม Europa ของดาวพฤหัสบดีด้วยตัวเอง

Colossal Biosciences ฟักลูกไก่ 26 ตัวจากเปลือกไข่เทียม — ก้าวแรกสู่การฟื้นคืนสัตว์สูญพันธุ์

บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ Colossal Biosciences ซึ่งมีมูลค่าประเมินสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกาศความสำเร็จในการฟักลูกไก่ที่มีสุขภาพดีจำนวน 26 ตัว โดยใช้เปลือกไข่เทียมที่ผลิตด้วยเครื่องพิมพ์ 3D บริษัทแห่งนี้มีเป้าหมายประกาศไว้ชัดเจนว่าต้องการฟื้นคืนชีพสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว อาทิ South Island Giant Moa (Dinornis robustus) ที่สูญพันธุ์ไปราว 600 ปีก่อน และนกโดโด้ โดยความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนของกระบวนการดังกล่าว

เปลือกไข่เทียมที่พัฒนาขึ้นมีโครงสร้างเป็นตาข่ายซิลิโคนกึ่งซึมผ่านได้ ทำหน้าที่ยอมให้ออกซิเจนผ่านเข้าออกพร้อมปกป้องตัวอ่อนภายใน รองรับด้วยถ้วยแข็งเพื่อรักษารูปทรง กระบวนการทำงานเริ่มจากการนำตัวอ่อนออกจากไข่ไก่ที่ออกมาตามธรรมชาติภายใน 24–48 ชั่วโมง จากนั้นผู้เชี่ยวชาญจะคัดเลือกและย้ายเนื้อหาภายในไข่ไปยังโครงสร้างเทียม Colossal ระบุในบล็อกของบริษัทว่า "กระบวนการทางชีววิทยาต้นน้ำทั้งหมด ตั้งแต่การปฏิสนธิจนถึงการออกไข่ ยังคงเกิดขึ้นในร่างกายสัตว์ตามธรรมชาติ เปลือกไข่เทียมออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นภาชนะฟักไข่ในระยะปลาย ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการแทรกแซงทางพันธุกรรม"

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงยังอยู่ข้างหน้า เนื่องจากไข่ของ Moa มีขนาดใหญ่กว่าไข่นกอีมูถึงราว 8 เท่า ทำให้ยังไม่มีสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ในปัจจุบันสามารถทำหน้าที่แม่อุ้มบุญได้ตลอดกระบวนการ Colossal กำลังพิจารณานกนิโคบาร์พิราบสำหรับโครงการโดโด้ และนกอีมูหรือนกทินามูสำหรับโครงการ Moa

Vincent Lynch นักชีววิทยาวิวัฒนาการจากมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล ให้ความเห็นผ่าน Associated Press ว่า "เทคโนโลยีนี้อาจสร้างนกที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรมได้ แต่นั่นก็ยังคงเป็นแค่นกดัดแปลงพันธุกรรม ไม่ใช่ Moa" พร้อมชี้ว่าสิ่งที่ทำได้จริงคือ "เปลือกไข่เทียม" ไม่ใช่ "ไข่เทียม" เพราะองค์ประกอบภายในยังคงมาจากไข่จริง

CEO ของ Colossal อย่าง Ben Lamm ประเมินว่าการฟัก Moa จริงจะเกิดขึ้นได้ในช่วงกลางทศวรรษ 2030 ส่วนลูกไก่ 26 ตัวที่ฟักได้ในขณะนี้อยู่ระหว่างการดูแลที่ Colossal Avian Preserve และบริษัทกำลังพัฒนาเปลือกไข่เทียมในขนาดต่างๆ ควบคู่กับแผนการผลิตจำนวนมากด้วยกระบวนการฉีดขึ้นรูปเพื่อลดต้นทุน

ยาน Smile ของ ESA และ CAS ขึ้นสู่อวกาศแล้ว เตรียมถ่ายภาพ "โล่แม่เหล็ก" โลกด้วยรังสี X

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยานสำรวจ Smile (Solar wind Magnetosphere Ionosphere Link Explorer) ซึ่งพัฒนาร่วมกันระหว่างองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (CAS) ถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Vega-C จากเฟรนช์เกียนา ภารกิจนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการถ่ายภาพปฏิกิริยาของแมกนีโตสเฟียร์โลกต่อลมสุริยะด้วยรังสี X เป็นครั้งแรก

Josef Aschbacher ผู้อำนวยการใหญ่ ESA กล่าวว่า "เรากำลังจะได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน นั่นคือช่วงเวลาที่โล่ล่องหันของโลกทำงาน" ขณะที่ Philippe Escoubet นักวิทยาศาสตร์ประจำโครงการ Smile ระบุว่าข้อมูลที่ได้จะช่วยพัฒนาความแม่นยำของแบบจำลองสภาพแวดล้อมแม่เหล็กโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปกป้องนักบินอวกาศและยานอวกาศในอนาคต

ยาน Smile บรรทุกอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ 4 ชิ้น ได้แก่ กล้อง Soft X-ray Imager (SXI) ที่ ESA รับผิดชอบ ซึ่งทำงานในช่วงคลื่น 0.2–2.5 keV โดยใช้ระบบออปติกแบบ Lobster-eye รวมถึงกล้องอัลตราไวโอเลต เครื่องวิเคราะห์ไอออนเบา และเครื่องวัดสนามแม่เหล็ก ซึ่ง CAS เป็นผู้รับผิดชอบพร้อมกับแพลตฟอร์มตัวยาน

ที่น่าสนใจคือยาน Smile สามารถสังเกตการณ์แสงออโรร่าในช่วงอัลตราไวโอเลตได้ต่อเนื่องนานถึง 45 นาทีต่อครั้ง ซึ่งยาวนานกว่าภารกิจใดๆ ในอดีต และในแต่ละวงโคจรสามารถเก็บข้อมูลได้ต่อเนื่องสูงสุด 40 ชั่วโมง

สำหรับกำหนดการ ยานจะใช้เวลาราว 1 เดือนในการเดินทางเข้าสู่วงโคจรปฏิบัติการแบบรีเซ็นทริกความเอียงสูง โดยการเก็บข้อมูลวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการมีกำหนดเริ่มในเดือนกันยายน 2566 และภารกิจมีอายุการใช้งานที่กำหนดไว้ 3 ปี ทั้งนี้การปล่อยยานล่าช้ากว่ากำหนดเดิม (9 เมษายน) เนื่องจากปัญหาสายการผลิตชิ้นส่วนย่อยของจรวด Vega-C

หลักฐานไอน้ำบน Europa สั่นคลอน — ทีมวิจัยเดิมตั้งคำถามต่องานของตัวเอง

หนึ่งในข่าวที่น่าสนใจที่สุดในสัปดาห์นี้มาจากวงการดาราศาสตร์ เมื่อทีมนักวิจัยที่เป็นเจ้าของงานวิจัยปี 2014 ออกมาตั้งคำถามต่อข้อสรุปของตัวเองเกี่ยวกับไอน้ำที่พุ่งออกมาจากดาวเทียม Europa ของดาวพฤหัสบดี

Kurt Retherford นักวิจัยจาก Southwest Research Institute (SwRI) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยดั้งเดิม ระบุว่า "หลักฐานของการมีอยู่ของกลุ่มไอน้ำจาก Europa ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าที่เราเคยเข้าใจในตอนแรก" โดยข้อสรุปนี้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลใหม่จากกล้องถ่ายภาพสเปกโตรสโคปิก (HST/STIS) ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ที่สะสมมานานถึง 14 ปี

Retherford อธิบายถึงความยากในการตีความข้อมูลดั้งเดิมว่า "ความท้าทายอย่างหนึ่งในการตีความข้อมูลในขณะนั้นคือการระบุตำแหน่งของ Europa ในภาพ เนื่องจากกลไกของ Hubble ทำให้มีความไม่แน่นอนบางส่วนในการระบุตำแหน่งเทียบกับจุดกึ่งกลางภาพ แม้แต่ความคลาดเคลื่อนเพียง 1–2 พิกเซลก็อาจส่งผลต่อการตีความข้อมูลได้"

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การตั้งคำถามครั้งนี้ไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ Europa จะมีไอน้ำหรือมหาสมุทรใต้พื้นผิวน้ำแข็ง สิ่งที่ถูกตั้งคำถามคือความน่าเชื่อถือของหลักฐานเฉพาะที่รายงานในปี 2014 เท่านั้น Europa ยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก และภารกิจสำรวจโดยตรงในอนาคตจะเป็นตัวชี้ขาดที่แท้จริง

มุมมองสำหรับผู้ติดตามข่าววิทยาศาสตร์

ทั้งสามข่าวนี้มีจุดร่วมที่น่าสนใจ นั่นคือทุกเรื่องอยู่ในระยะที่ "ยังต้องรอผลยืนยัน" ความสำเร็จของ Colossal ในการฟักลูกไก่จากเปลือกไข่เทียมเป็นก้าวสำคัญทางวิศวกรรม แต่ยังห่างไกลจากการพิสูจน์ว่าสามารถฟื้นคืนสัตว์สูญพันธุ์ได้จริง ยาน Smile เพิ่งปล่อยขึ้นสู่อวกาศและต้องรอการเก็บข้อมูลจริงในเดือนกันยายน ส่วนกรณี Europa เป็นตัวอย่างที่ดีของกระบวนการวิทยาศาสตร์ที่ข้อสรุปสามารถถูกทบทวนและปรับปรุงได้เสมอเมื่อมีข้อมูลใหม่

สำหรับผู้ที่สนใจติดตาม ควรจับตาการประกาศผลข้อมูลแรกจากยาน Smile ในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงการอัปเดตจาก Colossal เกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการ Moa และโดโด้ ซึ่งบริษัทมักเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อหลักอย่างสม่ำเสมอ

แหล่งที่มา