ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศยืนยันใช้เกณฑ์เดิมในการพิจารณารับหุ้นใหม่เข้าดัชนี โดยกำหนดให้บริษัทต้องผ่านระยะรอคอย 12 เดือนและทำกำไรต่อเนื่อง 4 ไตรมาสล่าสุด ส่งผลให้ SpaceX ที่กำลังเตรียม IPO ด้วยมูลค่าตลาดที่อาจสูงถึง 1.78 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 64 ล้านล้านบาท) ไม่ได้รับสิทธิ์เข้าดัชนีแบบเร่งด่วน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สวนทางกับ Nasdaq 100 และ FTSE Russell ที่ผ่อนเกณฑ์เพื่อรองรับดีลใหญ่ครั้งนี้
S&P 500 ยืนกฎเดิม ปฏิเสธ Fast Entry สำหรับบริษัท MegaCap
S&P 500 ออกมายืนยันว่าจะไม่ผ่อนคลายเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นสำหรับบริษัทขนาด MegaCap หรือบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงเป็นพิเศษ ทำให้ SpaceX จะถูกพิจารณาเข้าดัชนีได้ก็ต่อเมื่อผ่านระยะรอคอยอย่างน้อย 12 เดือนหลังจดทะเบียนเสร็จสิ้น
นอกจากเกณฑ์ด้านเวลา S&P 500 ยังกำหนดให้บริษัทต้องมีผลกำไรสุทธิต่อเนื่อง 4 ไตรมาสล่าสุด ซึ่งเป็นจุดที่ SpaceX ยังเข้าเกณฑ์ไม่ได้ เนื่องจากเอกสาร S-1 ที่ยื่นต่อ SEC ระบุชัดว่าบริษัทยังไม่เคยทำกำไรสุทธิเลยตลอดประวัติศาสตร์การดำเนินงาน
James Seyffart นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ระบุว่าตนเอง "ประหลาดใจอย่างตรงไปตรงมา" กับการตัดสินใจครั้งนี้ พร้อมเสริมว่า "แต่ S&P คือผู้นำตลาด และอยู่ในสถานะที่สามารถสวนกระแสได้" ซึ่งสะท้อนถึงน้ำหนักของดัชนีนี้ในการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม
Nasdaq 100 และ FTSE Russell เปิดทางลัด — เงินกองทุนบำนาญถูกบังคับซื้อ
ขณะที่ S&P 500 เลือกยืนกฎเดิม ดัชนีหลักรายอื่นกลับเลือกปรับเกณฑ์เพื่อรองรับ SpaceX โดยเฉพาะ
- Nasdaq 100: ปรับเกณฑ์ให้ SpaceX สามารถเข้าดัชนีได้ภายในเพียง 15 วันทำการ
- FTSE Russell: ปรับให้สั้นกว่านั้น คือเพียง 5 วันทำการเท่านั้น
ETF ที่อ้างอิงดัชนีทั้งสองนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยกองทุนบำนาญและกองทุนรวมขนาดใหญ่ทั่วโลก ดังนั้นการปรับเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้สินทรัพย์เกษียณของนักลงทุนจำนวนมากถูก "บังคับ" ให้ถือหุ้น SpaceX โดยปริยายแม้ไม่ได้ตั้งใจ การที่ S&P 500 ยืนกฎเดิมจึงช่วยลดแรงกดดันด้านนี้ได้บางส่วน แต่ไม่สามารถตัดความเสี่ยงทางอ้อมผ่าน Nasdaq 100 และ FTSE Russell ได้ทั้งหมด
มุมมองเชิงวิพากษ์ชี้ว่าระบบ Fast Entry เช่นนี้เอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนรายใหญ่ที่เข้ามาตั้งแต่ต้น ขณะที่นักลงทุนรายย่อยมีแนวโน้มเป็นฝ่ายเสียเปรียบจากแรงซื้อภาคบังคับที่ดันราคาขึ้นในจังหวะเข้าดัชนี
Morningstar ตีมูลค่ายุติธรรมต่ำกว่าครึ่ง — เตือน xAI ฉุดรั้งกำไร
มูลค่าตลาดที่ SpaceX ตั้งเป้าไว้สูงถึง 1.78 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 64 ล้านล้านบาท) แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าเป็นระดับที่สูงเกินไป
Morningstar บริษัทวิจัยการลงทุนระดับโลก ประเมินว่า SpaceX มีมูลค่า "สูงเกินจริงอย่างมีนัยสำคัญ" และคำนวณมูลค่ายุติธรรมไว้ที่เพียง 780,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 28 ล้านล้านบาท) ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าเป้าหมาย IPO มากกว่าครึ่งหนึ่ง พร้อมระบุว่า IPO ครั้งนี้ "ไม่ใช่จุดเข้าซื้อที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย"
หนึ่งในประเด็นที่นักวิเคราะห์กังวลคือสถานะของ xAI ที่อยู่ภายใต้กลุ่มเดียวกัน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดกับ OpenAI, Gemini และ Anthropic ทำให้ xAI อาจกลายเป็น "สมอเรือ" ที่ฉุดรั้งธุรกิจทำกำไรอย่าง Starlink ลง
โครงสร้างผลประกอบการ 2025: Starlink ทำกำไร xAI ขาดทุนหนัก
เอกสาร S-1 เปิดเผยผลประกอบการรวมปี 2025 ที่มีรายได้ 18,674 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 672,000 ล้านบาท) ขาดทุนจากการดำเนินงาน 2,589 ล้านดอลลาร์ และขาดทุนสุทธิ 4,937 ล้านดอลลาร์ โดยภาระขาดทุนกระจุกอยู่ที่ธุรกิจใหม่เป็นหลัก
| เซกเมนต์ | รายได้ปี 2025 | กำไร/ขาดทุนจากการดำเนินงาน |
|---|---|---|
| Connectivity (Starlink เป็นหลัก) | 11,387 ล้านดอลลาร์ | กำไร 4,423 ล้านดอลลาร์ |
| Space (ธุรกิจปล่อยจรวด) | ประมาณ 4,100 ล้านดอลลาร์ | ขาดทุน 657 ล้านดอลลาร์ |
| AI (xAI) | 3,201 ล้านดอลลาร์ | ขาดทุน 6,355 ล้านดอลลาร์ |
Starlink มีจำนวนสมาชิกแตะระดับประมาณ 10.3 ล้านราย และมี Adjusted EBITDA เติบโต 86% เทียบกับปี 2024 ขณะที่ xAI กลับสวนทาง โดยปี 2024 มีรายได้ 2,620 ล้านดอลลาร์ ขาดทุน 1,560 ล้านดอลลาร์ แต่ปี 2025 ขยับเป็นรายได้ 3,200 ล้านดอลลาร์ ขาดทุนพุ่ง 6,400 ล้านดอลลาร์ ส่วนต่างระหว่างรายได้และค่าใช้จ่ายกว้างขึ้นอย่างชัดเจน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้บัญชีรวมยังขาดทุน
ไทม์ไลน์ IPO: Roadshow 8 มิ.ย. ราคาคงที่ $135 — กันโควต้ารายย่อยสูงสุด 30%
ตามข้อมูลที่เปิดเผย SpaceX ได้ยื่นขอจดทะเบียนหุ้นสามัญ Class A กับ Nasdaq และ Nasdaq Texas ภายใต้ ticker "SPCX" โดย roadshow คาดว่าจะเริ่มในสัปดาห์ของวันที่ 8 มิถุนายน 2026 กำหนดราคา IPO วันที่ 11 มิถุนายน และเริ่มซื้อขายวันที่ 12 มิถุนายน
พารามิเตอร์สำคัญของดีลนี้:
- ราคา IPO ตั้งเป้าที่ระดับคงที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ประมาณ 4,860 บาท) ซึ่งจะทำให้มูลค่าตลาดอยู่ที่ราว 1.77 ล้านล้านดอลลาร์
- ยอดระดมทุนเป้าหมายราว 75,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท) หากสำเร็จ จะแซง Saudi Aramco ปี 2019 และกลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
- โควต้าสำหรับนักลงทุนรายย่อยสูงสุด 30% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงผิดปกติสำหรับดีลระดับนี้
อย่างไรก็ตาม ไทม์ไลน์ทั้งหมดยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามผลการพิจารณาของ SEC และสภาวะตลาด
นัยสำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศหรือ ETF ที่อ้างอิง S&P 500 ผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศ การตัดสินใจของ S&P 500 ครั้งนี้หมายความว่าพอร์ตของท่านจะยังไม่ถูกเพิ่ม SpaceX โดยอัตโนมัติในระยะอันใกล้ แต่หากท่านถือกองทุนที่อ้างอิง Nasdaq 100 หรือ Russell 1000/3000 หุ้น SpaceX อาจถูกบรรจุเข้าพอร์ตภายในไม่กี่สัปดาห์หลัง IPO นักลงทุนรายย่อยที่สนใจซื้อหุ้น SpaceX โดยตรงผ่านบัญชีหุ้นต่างประเทศควรพิจารณาว่ามูลค่ายุติธรรมที่ Morningstar ประเมินไว้ต่ำกว่าราคาเป้าหมาย IPO มากกว่าครึ่ง และพื้นฐานยังขาดทุนต่อเนื่อง ก่อนตัดสินใจเข้าซื้อในช่วงเปิดตลาดที่มักมีความผันผวนสูง
