Rebel Wolves สตูดิโอที่ก่อตั้งโดยทีมงานหลักจาก The Witcher 3: Wild Hunt ประกาศวันวางจำหน่าย The Blood of Dawnwalker อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กันยายน 2026 บน PC, PS5 และ Xbox Series S|X โดยมี Bandai Namco Entertainment เป็นผู้จัดจำหน่าย ราคาเริ่มต้นที่ $69.99 (ประมาณ 2,520 บาท) ไปจนถึง Collector's Edition ที่ $199.99 (ประมาณ 7,200 บาท) และประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือข้อกำหนด PC ระดับ 4K Ultra ที่ต้องการการ์ดจอระดับ RTX 5090
ราคาและรูปแบบ Edition ทั้ง 4 แบบ
เกมมีให้เลือกทั้งหมด 4 รูปแบบ ดังนี้
| Edition | ราคา | เนื้อหาหลัก |
|---|---|---|
| Standard Digital Edition | $69.99 (ประมาณ 2,520 บาท) | เกมหลัก |
| Eclipse Edition (ดิจิทัล) | $79.99 (ประมาณ 2,880 บาท) | เกมหลัก + อาร์ตบุ๊กดิจิทัล / ซาวด์แทร็ก / คอมิกบุ๊ก |
| Day One Edition (แผ่น) | $69.99 (ประมาณ 2,520 บาท) | แผ่นเกม + Steelbook + แผนที่โลก |
| Collector's Edition | $199.99 (ประมาณ 7,200 บาท) | Eclipse Edition + Steelbook + แผนที่ 33×40 ซม. + อาร์ตบุ๊กฉบับพิมพ์ + กล่องสะสม + ฟิกเกอร์ Coen ขนาด 23 ซม. จาก PureArts |
ผู้ที่สั่งจองล่วงหน้าทุก Edition จะได้รับชุดเกราะดิจิทัล Sangoran Wayfarer's Armor Set ซึ่งหากพลาดการจองก็ยังสามารถปลดล็อกได้ผ่านการเล่นเกมตามปกติ ส่วน Collector's Edition มีของแถมพิเศษเพิ่มเติมคือที่คั่นหนังสือปั๊มทองสองหน้าและสติกเกอร์ปั๊มทอง 3 ชิ้น
ข้อมูลการวางจำหน่ายในไทยยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะสามารถสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง Steam และ PlayStation Store ได้ตามปกติ
โลกของ Vale Sangora — มนุษย์กลางวัน แวมไพร์กลางคืน
เรื่องราวเกิดขึ้นใน Vale Sangora ดินแดนสมมติที่ได้แรงบันดาลใจจากยุโรปตะวันออกในศตวรรษที่ 14 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทือกเขาคาร์เพเทียน ทั้งป่าทึบ ที่ราบกว้าง หนองน้ำอันตราย และหมู่บ้านยุคกลาง
ผู้ร้ายหลักคือแวมไพร์ Brencis ที่นำกองทัพสัตว์ประหลาดจากนิทานพื้นบ้านยุโรปตะวันออกมาโค่นล้มชนชั้นสูง แล้วเสนอ "การรักษากาฬโรค" และความปลอดภัยแก่ประชาชน แลกกับการเก็บ blood tax หรือภาษีเลือด ส่งผลให้สังคมแตกแยกระหว่างผู้ยอมจำนนและผู้ต่อต้าน
ตัวเอก Coen อยู่ฝ่ายต่อต้าน แต่ถูก Brencis ทำพิธีแปลงร่างเป็นแวมไพร์แบบไม่สมบูรณ์ กลายเป็น Dawnwalker — สิ่งมีชีวิตที่เดินได้ในแสงอาทิตย์ตอนกลางวันในร่างมนุษย์ แต่พอกลางคืนมาถึง ความสามารถและความหิวกระหายของแวมไพร์จะตื่นขึ้น ภารกิจของ Coen คือช่วยเหลือครอบครัวให้ได้ภายใน 30 วันและ 30 คืน
ระบบเวลาและการเลือกที่มีผลต่อโลกทั้งใบ
ตัวนับ 30 วันไม่ได้เดินแบบเรียลไทม์ แต่จะเดินหน้าเมื่อผู้เล่นทำสิ่งที่มีความหมาย เช่น ทำเควสต์ เลือกบทสนทนา หรือเข้าร่วมเหตุการณ์สำคัญ โดยมีไอคอนนาฬิกาทรายขนาดเล็กแสดงให้เห็น ทีมพัฒนายืนยันว่า "เกมไม่ได้จบเมื่อครบ 30 วัน" แต่จะเกิดผลลัพธ์ครั้งใหญ่ รวมถึงความเป็นไปได้ที่ครอบครัวของ Coen อาจสายเกินแก้
Brencis มีลูกน้องแวมไพร์ 3 คน ได้แก่ Xanthe นักบวชหญิงกรีกโบราณผู้เก่าแก่ที่สุด, Ambrus ผู้ควบคุมเครือข่ายคลังเก็บภาษีเลือดทั่ว Vale Sangora และ Bakir ขุนศึกนักรบจากเอเชียกลางที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาลูกน้อง การขัดขวางกิจกรรมของลูกน้องแต่ละคนจะเพิ่มระดับ "aggression bar" และเปิดเควสต์ไลน์เฉพาะที่ส่งผลต่อการเผชิญหน้ากับ Brencis ในที่สุด
นอกจากนี้ยังมีมิเตอร์ Infamy ที่ยิ่ง Coen ช่วยเหลือประชาชนมากเท่าไหร่ Brencis ก็จะออกคำสั่งที่เข้มงวดขึ้นในเช้าวันถัดไป ทั้งการเพิ่มลาดตระเวน การปิดเมือง และการจำกัดการเดินทาง
ระบบการต่อสู้ 4 ทิศทาง และสเปค PC ที่ต้องการ RTX 5090
การต่อสู้เป็นมุมมองบุคคลที่สาม โดยมีแนวคิดเรื่อง "ทิศทาง" ทั้งในการโจมตีและการป้องกัน ผู้เล่นต้องเลือกโจมตีจาก 4 ทิศทาง (บน/ล่าง/ซ้าย/ขวา) และฝ่ายรับก็ต้องตอบสนองให้ตรงทิศทางเช่นกัน การ parry, block และโจมตีสำเร็จจะสะสม "activation charge" สำหรับใช้ Hex (คาถา) และท่าประหาร
- กลางวัน (ร่างมนุษย์): ใช้ Hex ได้ แต่ไม่สามารถใช้ความสามารถแวมไพร์ — Hex มีพลังทำลายสูงแต่ดูดพลังชีวิต Coen เอง
- กลางคืน (ร่างแวมไพร์): ใช้ Hex ไม่ได้ แต่ได้ Shadowstep (เทเลพอร์ตระยะสั้น), Plane Shift (เคลื่อนที่บนผนัง/เพดาน), Wolf Form (เพิ่มความเร็วเดินทาง) และ Voracious Bite (ดูดเลือด)
หากปล่อยให้ความหิวกระหาย (hunger) สะสมมากเกินไปในตอนกลางคืน Coen จะโจมตี NPC ที่เป็นมิตร ส่งผลให้เควสต์ที่เกี่ยวข้องล้มเหลวถาวร แม้จะใช้เลือดสัตว์ทดแทนได้แต่ประสิทธิภาพต่ำกว่า ระบบการเติบโตแบ่งเป็น 3 สาย ได้แก่ Witchcraft, Swordplay และ Vampirism เวลาเล่นโดยประมาณอยู่ที่ 55–70 ชั่วโมง สำหรับการเล่นแบบสมบูรณ์
เกมพัฒนาบน Unreal Engine 5 และนี่คือข้อกำหนด PC อย่างเป็นทางการ:
| ระดับ | เป้าหมาย | CPU | GPU | VRAM |
|---|---|---|---|---|
| MINIMUM | 1080p / 30fps / Low | Core i7-8700K / Ryzen 7 3700X | RTX 3050 / GTX 1070 / RX Vega-56 / Arc A580 | 6 GB |
| RECOMMENDED | 1080p / 60fps / High | Core i5-13600 / Ryzen 9 7900X | RTX 5060 / RX 6800 XT | 12 GB |
| RECOMMENDED ULTRA | 1440p / 60fps / High | Core i5-13600 / Ryzen 9 7900X | RTX 4070 Ti / RX 7800 XT | 12 GB |
| ULTRA | 1440p / 60fps / Ultra | Core i5-13600K / Ryzen 9 7950X | RTX 4080 / RX 7900 XTX | 16 GB |
| ULTRA (4K) | 2160p / 60fps / Ultra | Core i5-13600K / Ryzen 9 7950X | RTX 5090 | 16 GB |
RAM ทุกระดับต้องการ 16 GB, SSD ว่าง 60 GB และ Windows 10 / DirectX 12 ข้อกำหนดข้างต้นคำนวณจากการเรนเดอร์แบบ native โดยไม่ใช้ upscaler
ข่าวดีคือเกมรองรับทั้ง NVIDIA DLSS และ AMD FSR ตั้งแต่วันวางจำหน่าย ทำให้ผู้ที่มีการ์ดจอระดับ RTX 5070 Ti หรือ Radeon RX 9070 XT ก็สามารถเล่นในความละเอียด 4K ได้อย่างน่าพอใจ ส่วนผู้ที่มี RTX 4070 Ti ก็เข้าเกณฑ์ RECOMMENDED ULTRA ได้พอดี สำหรับการรองรับ PSSR บน PS5 Pro นั้นยังไม่มีข้อมูลยืนยัน
สำหรับผู้เล่นในไทยที่กำลังวางแผนอัปเกรดพีซีในช่วงครึ่งปีหลัง 2026 ข้อกำหนดของเกมนี้อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วย โดยเฉพาะหากต้องการประสบการณ์ระดับ 1440p Ultra ขึ้นไป ซึ่งต้องการการ์ดจอในระดับ RTX 4080 หรือสูงกว่า
แหล่งที่มา
- Wccftech — The Blood of Dawnwalker – Everything We Know About the Dark Fantasy Open World ARPG from The Witcher 3 Devs
- Wccftech — The Blood of Dawnwalker Demands an RTX 5090 for Native 4K/60 Ultra, but DLSS and FSR Will Soften the Blow
- GamesRadar+ — The Blood of Dawnwalker devs set out to create "a combat system that can set a new standard for RPGs"
