ตลาดสมาร์ตโฟนสหรัฐอเมริกาในไตรมาสแรกของปี 2026 ส่งสัญญาณน่าเป็นห่วง เมื่อยอดส่งมอบโดยรวมหดตัวลง 3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้แต่ Apple และ Samsung ซึ่งครองตลาดมาอย่างยาวนานยังไม่รอดพ้นแรงกดดันนี้ ขณะที่ Google Pixel กลับเผชิญแรงกระแทกหนักที่สุด โดยยอดส่งมอบลดลง 7% แม้จะเพิ่งเปิดตัว Pixel 10 Series ไปหมาดๆ ตามรายงานของ Omdia ที่เผยแพร่ผ่าน Android Authority เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2026

ภาพรวมตลาด: Apple-Samsung ยังครองแชมป์ แต่ยอดหดทั้งคู่

ข้อมูลจาก Omdia สะท้อนให้เห็นว่าแม้ Apple และ Samsung จะยังรักษาส่วนแบ่งตลาดในเชิงสัดส่วนได้ แต่ยอดส่งมอบจริงกลับลดลงทั้งคู่

ผู้ผลิตส่วนแบ่งตลาด (Q1 2026)เปลี่ยนแปลงเทียบปีก่อน
Apple60%-3%
Samsung24%-5%
Motorola11%+18%
Google Pixel3%-7%

Apple ยังคงครองสัดส่วน 60% ของตลาด ส่วน Samsung อยู่ที่ 24% ตัวเลขส่วนแบ่งไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจาก Q1 2025 แต่เมื่อดูจากยอดส่งมอบจริง ทั้งสองรายต่างหดตัวลง สะท้อนว่าตลาดโดยรวมกำลังหดตัว ไม่ใช่แค่การแย่งส่วนแบ่งกันระหว่างผู้เล่น

Google Pixel: เปิดตัว Pixel 10 แล้ว แต่ยังสะดุด

ความน่าเป็นห่วงของ Google อยู่ที่ยอดส่งมอบ Pixel ที่ลดลง 7% ทั้งที่เพิ่งเปิดตัว Pixel 10 Series ออกสู่ตลาด Omdia ระบุว่า "Pixel 10 Series ไม่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนได้เทียบเท่า Pixel 9 Series ที่ทำไว้เมื่อปีก่อน"

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยที่ช่วยพยุงตัวเลขไว้บ้าง ได้แก่ การเปิดตัว Pixel 10a ที่เร็วกว่า Pixel 9a ในรุ่นก่อนหน้า ซึ่งช่วยดึงยอดขายในกลุ่มราคากลางได้ระดับหนึ่ง รายงานยังชี้ว่าโปรโมชันเชิงรุกจากผู้ให้บริการเครือข่ายยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนยอดขาย Pixel — หากขาดแรงหนุนจากโปรโมชันเหล่านี้ ตัวเลขอาจดิ่งลงมากกว่านี้

ปัจจุบัน Pixel 10 เริ่มต้นที่ $799 (ประมาณ 28,800 บาท) พร้อมสเปก 12GB RAM, ชิป Tensor G5 และแบตเตอรี่ 4,970 mAh ซึ่งในแง่ความคุ้มค่าต่อสเปกยังถือว่าแข่งขันได้ในกลุ่มราคานี้

Motorola โตพุ่ง 18% — Moto G คือเครื่องยนต์หลัก

ท่ามกลางภาพรวมที่ซบเซา Motorola กลับเป็นผู้เล่นเดียวที่เติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยยอดส่งมอบเพิ่มขึ้น 18% และส่วนแบ่งตลาดขยับจาก 9% เป็น 11%

แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก Moto G Series รุ่นใหม่ ซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของยอดส่งมอบภายในบริษัทในไตรมาสนี้ ตัวอย่างรุ่นที่วางจำหน่ายในช่วงนี้ ได้แก่

รุ่นสเปกหลักราคา
Moto G (2026)จอ 6.7 นิ้ว 120Hz, Dimensity 6300, แบต 5,200 mAh, 128GB/4GB RAM
Moto G Power (2026)Unlocked สำหรับตลาดสหรัฐฯ$299.99 (ประมาณ 10,800 บาท)
Moto G Stylus (2026)มาพร้อม Stylus$499.99 (ประมาณ 18,000 บาท)

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าความต้องการซื้อแบบเร่งด่วนก่อนที่ Motorola จะปรับราคาขึ้นในเดือนเมษายน 2026 ส่งผลให้ยอดขายในช่องทางทั้ง Prepaid และ Major Carrier พุ่งขึ้นในช่วง Q1

ตลาดแตกขั้ว: พรีเมียมยืนหยัด — มิดเรนจ์ดิ่งหนัก

Eric Chen นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Omdia ชี้ว่าตลาดสมาร์ตโฟนสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ภาวะ "แตกขั้ว" อย่างชัดเจน โดยดูจากตัวเลขแยกตามช่วงราคา ดังนี้

  • $800 ขึ้นไป (ประมาณ 28,800 บาทขึ้นไป): -1%
  • $600–$799 (ประมาณ 21,600–28,800 บาท): -6%
  • $300–$599 (ประมาณ 10,800–21,600 บาท): -19%
  • ต่ำกว่า $300 (ต่ำกว่าประมาณ 10,800 บาท): +8%

กลุ่มมิดเรนจ์ ($300–$599) ที่ดิ่งลงถึง 19% คือจุดที่น่าจับตามากที่สุด สะท้อนว่าผู้บริโภคกำลังแบ่งขั้วชัดเจน — ยอมจ่ายแพงสำหรับเรือธง หรือเลือกราคาประหยัด แต่ไม่ค่อยสนใจกลุ่มกลาง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ Motorola ซึ่งเน้นกลุ่มราคาต่ำกว่า $300 ถึงเติบโตได้ในสภาวะนี้

แรงกดดันจาก DRAM และต้นทุนที่กำลังพุ่งสูง

ปัจจัยที่ซ้ำเติมตลาดในระยะยาวคือวิกฤต DRAM ที่กำลังก่อตัว Counterpoint Research เตือนว่ายอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปี 2026 อาจลดลง เนื่องจากผู้ผลิตชิปหันไปให้ความสำคัญกับ AI Data Center มากกว่าสมาร์ตโฟน ส่งผลให้ต้นทุนวัสดุ (BoM) อาจเพิ่มขึ้นกว่า $150 ต่อเครื่อง และอาจส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกได้ถึง ~$200 หรือราว 25%

Samsung เองก็มีรายงานว่ากำลังพิจารณาปรับราคา Galaxy S26 Series ขึ้น ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นสัญญาณที่ส่งผลต่อตลาดสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมทั่วโลก รวมถึงในไทยด้วย

สำหรับผู้บริโภคในไทย แนวโน้มนี้เป็นสัญญาณที่ควรติดตาม เพราะหากต้นทุน DRAM ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง ราคาสมาร์ตโฟนระดับกลางถึงพรีเมียมที่จำหน่ายอย่างเป็นทางการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีโอกาสปรับขึ้นตามในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ผู้ที่วางแผนเปลี่ยนเครื่องอาจพิจารณาตัดสินใจก่อนที่ราคาจะขยับ

แหล่งที่มา