เอกสารที่ยื่นต่อ FCC (คณะกรรมการกิจการสื่อสารกลางสหรัฐฯ) เปิดเผยว่า Amazon วางแผนรับโอนหุ้น 20% ที่ Apple ถือครองในบริษัทดาวเทียม Globalstar ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีลเข้าซื้อกิจการมูลค่า $11.6 พันล้าน (ประมาณ 417,600 ล้านบาท) ที่ประกาศไปเมื่อเดือนก่อน ข้อมูลนี้ถือเป็นรายละเอียดใหม่ที่ชัดเจนขึ้นว่า Amazon จะจัดการกับสัดส่วนการถือหุ้นของ Apple อย่างไรหลังการควบรวมเสร็จสิ้น

Emergency SOS บน iPhone ยังคงทำงานต่อไป

ประเด็นที่ผู้ใช้ iPhone ทั่วโลก รวมถึงในไทย ให้ความสนใจมากที่สุดคือ บริการดาวเทียมอย่าง Emergency SOS via satellite จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนมือหรือไม่

Amazon ระบุในเอกสาร FCC อย่างชัดเจนว่า การดำเนินงานที่ Globalstar ทำร่วมกับ Apple ในปัจจุบันจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และบริการที่มีอยู่จะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ นั่นคือ ปัจจุบัน Globalstar จัดสรรความจุดาวเทียมถึง 85% ให้กับ Apple ตามสัญญา แต่ Amazon ประกาศเจตนารมณ์ที่จะขยายบริการ D2D (Direct-to-Device) ไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้ผลิตอุปกรณ์หลายรายพร้อมกัน ซึ่งยังไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่าทั้งสองเงื่อนไขนี้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร

โครงสร้างดีลสองขั้นตอน: บริษัทลูกใหม่รับโอนหุ้น Apple

เอกสารที่มีชื่อว่า "Application for Consent to Assign and Transfer Control of Licenses and Authorizations" ซึ่ง PCMag รายงาน ระบุว่า หลังการควบรวมเสร็จสิ้น บริษัทลูกที่ Amazon จัดตั้งขึ้นใหม่จะรับโอนหุ้น 20% พร้อมสิทธิออกเสียงที่ Apple ถือครองใน Globalstar Licensee LLC

เอกสารดังกล่าวระบุข้อความว่า:

"Grapefruit Acquisition Sub II, LLC will acquire Apple Inc.'s 20% equity and voting interests in Globalstar Licensee LLC immediately following step two of the proposed Transaction."

กระบวนการนี้ออกแบบเป็นสองขั้นตอน โดย Amazon จะควบรวมกับ Globalstar ผ่านบริษัทลูก Grapefruit Acquisition Sub II, LLC ก่อน จากนั้นจึงรับโอนหุ้น 20% ของ Apple ทันทีในขั้นตอนถัดไป

ที่มาของหุ้น 20%: Apple ลงทุน $1.1B เพื่อสนับสนุน iPhone Satellite

เพื่อให้เข้าใจบริบทของดีลนี้ได้ครบถ้วน ต้องย้อนดูความสัมพันธ์ระหว่าง Apple กับ Globalstar ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับฟีเจอร์ Emergency SOS via satellite บน iPhone โดยเฉพาะ

ตามเอกสาร FTC ที่ยื่นเมื่อปลายปี 2024 Apple วางแผนขยายการลงทุนใน Globalstar จากเดิม $300 ล้าน (ประมาณ 10,800 ล้านบาท) ไปสู่ระดับ $1.1 พันล้าน (ประมาณ 39,600 ล้านบาท) โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้:

  • Globalstar จัดสรรความจุดาวเทียม 85% ให้กับ Apple
  • Apple ได้รับหุ้น Class B จำนวน 400,000 หุ้น พร้อมสิทธิออกเสียง 20%
  • มูลค่าการลงทุนรวมขยายไปถึงระดับ $1.1 พันล้าน

การจัดสรรความจุดาวเทียมในสัดส่วนสูงถึง 85% นี้เองที่ทำให้การรับโอนหุ้น Apple กลายเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการควบรวม เพราะ Amazon ต้องการนำโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันนี้ไปให้บริการในวงกว้างกว่าเดิม

Amazon Leo กับวิสัยทัศน์ D2D ระดับโลก

ดีลมูลค่า $11.6 พันล้าน (ประมาณ 417,600 ล้านบาท) นี้ไม่ใช่แค่การซื้อกิจการทั่วไป Amazon ระบุในเอกสาร FCC ว่า:

"the proposed combination will enable Amazon to build a next-generation, global D2D network purpose-built for service to smartphones and other mobile devices across multiple carriers and vendors."

เป้าหมายคือการสร้างเครือข่าย D2D รุ่นใหม่ที่รองรับสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์มือถือจากผู้ผลิตและผู้ให้บริการเครือข่ายหลายรายพร้อมกัน ซึ่งแตกต่างจากโมเดลปัจจุบันที่ Globalstar ผูกพันกับ Apple เป็นหลัก

สินทรัพย์ที่ Amazon จะได้รับจากการควบรวมครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • สเปกตรัมคลื่น L-band และ S-band ที่มีใบอนุญาตทั่วโลก
  • ดาวเทียมที่ปฏิบัติการอยู่ 24 ดวง พร้อมเทคโนโลยี D2D ที่พัฒนาแล้ว
  • สิทธิ์ดำเนินการ MSS แบบผูกขาดใน Big LEO band ที่ FCC Space Bureau รับรอง

ทั้งนี้ Amazon ได้เปลี่ยนชื่อโครงการดาวเทียมจาก Project Kuiper เป็น Amazon Leo อย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2025 โดยชื่อใหม่มาจากคำว่า Low Earth Orbit (LEO) หรือวงโคจรต่ำ

กำหนดการปิดดีลคาดว่าจะอยู่ในปี 2027 โดยต้องผ่านการอนุมัติจาก FCC กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และหน่วยงานกำกับดูแลสเปกตรัมระดับนานาชาติ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบคาดว่าจะใช้เวลา 12–18 เดือน

ตลาด D2D มูลค่า $2.6B: สมรภูมิที่ Starlink นำอยู่

การเข้าซื้อ Globalstar ของ Amazon เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด D2D กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามการคาดการณ์ของอุตสาหกรรม ตลาดนี้จะขยายตัวจาก $570 ล้าน (ประมาณ 20,520 ล้านบาท) ในปลายปี 2025 ไปสู่ $2.6 พันล้าน (ประมาณ 93,600 ล้านบาท) ภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 35.6%

สมาร์ตโฟนคิดเป็น 47.2% ของรายได้ D2D ในปี 2025 และ Counterpoint Research คาดว่าการเชื่อมต่อ IoT ผ่าน D2D จะแตะ 11 ล้านรายการในปี 2026

คู่แข่งสำคัญในสนามนี้ได้แก่:

  • Starlink ที่จับมือกับ T-Mobile ให้บริการครอบคลุมดาวเทียมแก่ผู้ใช้ Android อยู่แล้ว
  • AST SpaceMobile ที่ Vodafone เป็นพันธมิตรในการพัฒนา D2D อีกทาง

สำหรับผู้บริโภคและผู้ให้บริการเครือข่ายในไทย อย่าง AIS, TrueMove H และ dtac (ปัจจุบันรวมกับ True) ความเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นสัญญาณว่าในอนาคต บริการดาวเทียม D2D จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบนิเวศของ Apple อีกต่อไป แต่จะเปิดกว้างสำหรับสมาร์ตโฟน Android และอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการในภูมิภาคเจรจาเข้าร่วมเครือข่าย Amazon Leo ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลแผนการให้บริการในไทยยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ

แหล่งที่มา