Apple กำลังพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะรุ่นแรกที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2027 ด้วยราคาที่แข่งขันได้กับ Meta Ray-Bans โดยตรง ตามรายงานของ Mark Gurman นักข่าวสายข่าวลับของ Bloomberg ซึ่งมีประวัติการรายงานข้อมูล Apple ที่แม่นยำมาอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า Apple ไม่ได้มุ่งสู่ AR เต็มรูปแบบในทันที แต่เลือกเข้าตลาดด้วยอุปกรณ์สวมใส่ประจำวันที่เน้นกล้องและเสียงเป็นหลัก

กำหนดเปิดตัวเลื่อนเป็นปลายปี 2027 — ช้ากว่าแผนเดิมราว 6–12 เดือน

Gurman รายงานว่า Apple ตั้งเป้าเปิดตัวแว่นอัจฉริยะรุ่นแรกในช่วง "late 2027" ซึ่งถือว่าล่าช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเริ่มจัดส่งในต้นปี 2027 ประมาณ 6 ถึง 12 เดือน สาเหตุหลักมาจากความท้าทายในกระบวนการพัฒนา แม้ Apple จะยังไม่ยืนยันการมีอยู่ของผลิตภัณฑ์นี้อย่างเป็นทางการก็ตาม

ที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือบริบทด้านการบริหาร Gurman รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวว่า Tim Cook CEO ได้จัดให้โปรเจกต์แว่นอัจฉริยะนี้เป็น "top priority" ก่อนที่จะส่งมอบตำแหน่งให้ John Ternus ในวันที่ 1 กันยายน หากข้อมูลนี้ถูกต้อง ย่อมหมายความว่ามีการทุ่มทรัพยากรการพัฒนาอย่างเต็มที่ในช่วงท้ายของยุค Cook และโปรเจกต์นี้มีน้ำหนักภายในองค์กรสูงมาก ทั้งนี้ยังเป็นข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ราคา $200–$500 (ประมาณ 7,200–18,000 บาท) — ชนกับ Meta Ray-Bans โดยตรง

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือช่วงราคา Gurman ระบุว่า Apple Smart Glasses จะแข่งขันในกลุ่มราคา $200–$500 (ประมาณ 7,200–18,000 บาท) ซึ่งตรงกับช่วงราคาของ Meta Ray-Bans พอดี

เมื่อเทียบกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ Apple แล้ว ถือว่าเป็นราคาที่เข้าถึงได้ค่อนข้างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่รุ่นแรกนี้จะไม่มีจอ AR ในเลนส์ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า Apple Vision Pro อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้บริโภคในไทย ราคา 7,200–18,000 บาทถือเป็นช่วงที่เทียบได้กับหูฟัง AirPods Pro หรือ Galaxy Watch รุ่นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตลาดไทยมีฐานผู้ซื้อที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว

4 ดีไซน์เฟรม 3 สี — Apple ออกแบบเองทั้งหมด

ตามรายงาน Apple กำลังทดสอบต้นแบบเฟรมพลาสติกที่ออกแบบเองอย่างน้อย 4 แบบ ได้แก่

  • เฟรมสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ — ทรงคล้าย Ray-Ban Wayfarers
  • เฟรมสี่เหลี่ยมทรงเพรียว — ใกล้เคียงกับแว่นที่ Tim Cook สวมใส่เป็นประจำ
  • เฟรมโอวัล/วงกลมขนาดใหญ่
  • เฟรมโอวัล/วงกลมขนาดเล็ก

สีที่กำลังพิจารณามี 3 ตัวเลือก ได้แก่ สีดำ, Ocean Blue และ Light Brown ส่วนเลนส์กล้องมีแนวโน้มจะเป็นทรงโอวัลวางในแนวตั้ง ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและอาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนการผลิตจริง

ฟีเจอร์หลัก: กล้อง + เสียง + Siri — ไม่มีจอ AR ในรุ่นแรก

Apple Smart Glasses รุ่นแรกจะเน้นฟีเจอร์ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ดังนี้

ฟีเจอร์รายละเอียด
กล้องถ่ายภาพและวิดีโอได้
เสียงลำโพงและไมโครโฟนในตัว รองรับเพลง/โทรศัพท์/การแจ้งเตือน Siri
นำทางTurn-by-turn navigation สำหรับเดินเท้า
จอ ARไม่มี ในรุ่นแรก

จุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดคือ แว่นนี้ ไม่ใช่ Apple Vision Pro ในรูปแบบเล็กลง แต่เป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่ใกล้เคียงกับหูฟัง open-ear ที่มีกล้องติดมาด้วย เหมาะกับการใช้งานแบบ hands-free เช่น ถ่ายภาพระหว่างเดิน ฟังการนำทางจาก Siri หรือรับการแจ้งเตือนโดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์

ด้านเทคนิค แว่นนี้จะใช้ชิปเฉพาะรหัส "N401" ที่พัฒนาต่อยอดจากสถาปัตยกรรมของ Apple Watch เน้นประหยัดพลังงาน มีน้ำหนักเป้าหมายต่ำกว่า 50 กรัม และทำงานเป็นอุปกรณ์เสริมของ iPhone โดยไม่ต้องพกแบตเตอรี่ภายนอก รหัสโปรเจกต์ภายในคือ "N50" พัฒนาโดย Vision Products Group (VPG)

ตลาดสมาร์ทแว่นปี 2027 — Meta Ray-Bans ครองส่วนแบ่ง 73% อยู่แล้ว

ความท้าทายที่ Apple จะเผชิญเมื่อเข้าตลาดในปี 2027 คือ Meta Ray-Bans ได้สร้างฐานที่มั่นไว้อย่างแข็งแกร่งแล้ว ตั้งแต่เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2023 ยอดขายสะสมทะลุ 2 ล้านเครื่อง และในไตรมาส 2 ปี 2025 ยอดขายเติบโตถึง 3 เท่า Counterpoint Research ระบุว่า Meta ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทแว่นถึง 73%

ข้อมูลจาก IDC ชี้ให้เห็นภาพรวมที่น่าสนใจ:

ตัวชี้วัดตัวเลข
การเติบโตของตลาด XR ปี 2026 (IDC)+33.5% เมื่อเทียบปีก่อน
สัดส่วนสมาร์ทแว่นในตลาด XR ปี 2025~50% (จาก ~25% ในปี 2024)
ส่วนแบ่ง AI Smart Glasses ครึ่งหลังปี 202588% ของตลาดทั้งหมด

IDC วิเคราะห์ว่าสมาร์ทแว่นที่ไม่มีจอ AR จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตหลักของตลาดในระยะใกล้ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่ Apple เลือก อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงปลายปี 2027 Meta อาจมีผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ก้าวหน้ากว่านี้อีกหลายรุ่นแล้ว

สำหรับผู้บริโภคในไทย ข้อมูลการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในภูมิภาคยังไม่ได้รับการประกาศ แต่หากพิจารณาจากประวัติการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Apple ในไทยผ่านช่องทาง Studio7 และ iStudio ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงตลาดไทยในช่วงเวลาไม่นานหลังจากเปิดตัวในตลาดหลัก ผู้ที่สนใจควรติดตามข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

แหล่งที่มา