Apple กำลังเตรียมนำเสนอกลยุทธ์ AI ชุดใหม่ใน WWDC 2026 ที่จะเปิดฉากวันที่ 8 มิถุนายนนี้ โดยมีแกนหลักคือการประมวลผล AI บนตัวอุปกรณ์โดยตรง แทนที่การพึ่งพาคลาวด์เป็นหลัก ตามรายงานของ The Information ที่ MacRumors นำมาเผยแพร่ต่อ แผนดังกล่าวยังรวมถึงการนำโมเดล Gemini ของ Google มา "กลั่นกรอง" ให้ทำงานได้บน Apple Silicon และการปรับโครงสร้าง Siri ครั้งใหญ่ใน iOS 27

Apple Silicon 15 ปี — ถึงเวลาพิสูจน์ตัวในสนาม AI

ตลอดกว่า 15 ปีที่ผ่านมา Apple ลงทุนพัฒนาชิปประมวลผลของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ iPhone ไปจนถึง Apple Watch และ Mac บัดนี้ บริษัทกำลังวางตำแหน่งการลงทุนนั้นให้กลายเป็นจุดแข็งในการแข่งขันด้าน AI โดยเฉพาะ

แนวคิดหลักคือ การประมวลผล AI บนอุปกรณ์ (on-device inference) ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับการตอบสนองจาก AI โดยไม่ต้องส่งข้อมูลออกไปยังเซิร์ฟเวอร์ภายนอก ซึ่งให้ประโยชน์สองด้านพร้อมกัน ได้แก่ การปกป้องความเป็นส่วนตัว และการลดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่คู่แข่งอย่าง Google และ Microsoft กำลังทุ่มลงทุนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ซับซ้อนยังคงอยู่ เพราะการประมวลผลบนอุปกรณ์มีข้อจำกัดด้านขนาดโมเดล คำถามที่ต้องการพลังประมวลผลสูงยังคงต้องพึ่งคลาวด์ Apple จึงวางแผนใช้ระบบสองชั้น โดยให้อุปกรณ์จัดการงานที่ทำได้ และส่งต่อเฉพาะงานที่ซับซ้อนไปยังคลาวด์

Gemini เวอร์ชันกลั่นกรอง — หัวใจของแผน AI ใหม่

ส่วนที่น่าจับตามองที่สุดในรายงานนี้คือรายละเอียดของความร่วมมือระหว่าง Apple และ Google ตามรายงาน Apple ไม่ได้นำโมเดล Gemini ขนาดเต็มมาใส่ในอุปกรณ์โดยตรง แต่ใช้กระบวนการที่เรียกว่า "knowledge distillation" หรือการกลั่นกรองความรู้ โดยให้โมเดล Gemini ขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็น "ครู" เพื่อฝึกโมเดลขนาดเล็กที่สามารถรันบน Apple Silicon ได้จริง

กระบวนการนี้มีเหตุผลชัดเจน เพราะโมเดล Gemini เต็มรูปแบบมีพารามิเตอร์นับล้านล้านตัว ซึ่ง Apple เคยพยายามรันบน Private Cloud Compute ด้วยชิปของตัวเองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ นั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทหันมาพึ่ง Google Cloud แทน

สรุปโครงสร้างที่รายงานระบุ:

  • โมเดล Gemini ขนาดใหญ่ทำหน้าที่ "ครู" ในการฝึกโมเดลขนาดเล็ก
  • โมเดลที่กลั่นกรองแล้วรันบน Apple Silicon บนอุปกรณ์โดยตรง
  • คำถามที่ซับซ้อนส่งต่อไปยัง Google Cloud ที่ใช้ Confidential Compute ของ Nvidia เพื่อเข้ารหัสข้อมูลระหว่างประมวลผล

Liquid AI — สตาร์ทอัพที่ Apple อาจซื้อกิจการ

ควบคู่กับแผน Gemini Apple ยังมองหาการซื้อกิจการเพื่อเสริมความสามารถด้านการบีบอัดโมเดล โดยหนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงคือ Liquid AI สตาร์ทอัพจากรัฐแมสซาชูเซตส์ที่เชี่ยวชาญด้าน AI สำหรับอุปกรณ์ปลายทาง (edge AI)

Liquid AI มีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะโมเดล LFM2.5-1.2B ที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์โดยเฉพาะ และมีจุดเชื่อมต่อกับ Apple Silicon อย่างชัดเจน:

  • LEAP — แพลตฟอร์มของ Liquid สำหรับนำโมเดลไปใช้งานบน iOS และ Android
  • MLX — รองรับ checkpoint ที่ปรับแต่งสำหรับ Apple Silicon โดยเฉพาะ ใช้ประโยชน์จาก unified memory architecture ได้เต็มที่
  • Liquid Apollo — แอปพลิเคชันที่วางจำหน่ายบน App Store แล้ว ซึ่งสาธิตการรัน LLM ขนาดเล็กบนอุปกรณ์แบบส่วนตัวและปลอดภัย

ความสามารถเหล่านี้ทำให้ Liquid AI เป็นมากกว่าแค่ทีมวิจัย แต่มีประสบการณ์จริงในการนำโมเดลไปใช้งานบน Apple Silicon ซึ่งตรงกับสิ่งที่ Apple ต้องการในขณะนี้

Private Cloud Compute เปลี่ยนแปลงไป — และ Siri กำลังถูกสร้างใหม่

การเปลี่ยนแปลงที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือทิศทางของ Private Cloud Compute ซึ่งเดิม Apple ประกาศว่าจะประมวลผลคลาวด์ทั้งหมดบนชิปของตัวเองเท่านั้น แต่ตามรายงานล่าสุด Google Cloud และ Nvidia Confidential Compute จะเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ด้วย แม้ว่าชื่อแบรนด์ "Private Cloud Compute" น่าจะยังคงอยู่

รายการที่ประกาศไว้เดิมตามรายงานล่าสุด
โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์Private Cloud Compute บนชิป Apple เท่านั้นGoogle Cloud รัน Gemini-based model
การรักษาความลับออกแบบเฉพาะของ Private Cloud ComputeNvidia Confidential Compute เข้ารหัสระหว่างประมวลผล
ชื่อแบรนด์Private Cloud Computeน่าจะยังคงใช้ชื่อเดิม

ด้าน Siri นั้น รายงานระบุว่ากำลังถูกออกแบบใหม่ทั้งระบบภายใต้ชื่อรหัส "Campos" โดยจะเปิดตัวใน iOS 27 พร้อมระบบ "Extensions" ที่เปิดให้ผู้ใช้ตั้งค่าบริการ AI ของบุคคลที่สามเป็น engine หลักของระบบได้ ก่อนหน้านี้ Apple ยังได้จดทะเบียนโดเมนย่อย genai.apple.com ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากำลังเตรียมการทั้งด้านแบรนด์และโครงสร้างพื้นฐาน

ในด้านกฎหมาย Apple ได้ยอมความในคดีฟ้องร้องกลุ่มเกี่ยวกับความล่าช้าของ Apple Intelligence ด้วยมูลค่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) โดยผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่ซื้ออุปกรณ์ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2024 ถึง 29 มีนาคม 2025 สามารถยื่นขอรับเงินคืนได้ 25 ดอลลาร์ต่อเครื่อง (ประมาณ 900 บาท) หรือสูงสุด 95 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,400 บาท) หากจำนวนผู้ยื่นคำร้องน้อย

สิ่งที่ผู้ใช้ Apple ในไทยควรติดตาม

สำหรับผู้ใช้ iPhone, iPad และ Mac ในไทย การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นมีนัยสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • AI ทำงานได้แม้สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร — หากการประมวลผลบนอุปกรณ์ขยายตัวจริง ผู้ใช้ในพื้นที่ที่สัญญาณไม่คงที่จะได้ประโยชน์โดยตรง
  • ความเป็นส่วนตัวที่มากขึ้น — ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ต้องออกจากอุปกรณ์ถือเป็นจุดขายที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่กังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล
  • Siri ภาษาไทย — ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการปรับปรุง Siri ครั้งนี้จะรองรับภาษาไทยในระยะแรกหรือไม่ ผู้ใช้ในไทยควรติดตามรายละเอียดหลังการประกาศ

ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อมูลจากแหล่งข่าวก่อนงาน คำตอบที่แท้จริงจะปรากฏในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 เมื่อ Tim Cook ขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน WWDC 2026

แหล่งที่มา