Google ประกาศเปิดแพลตฟอร์ม Gemini for Home แบบ Full-Stack ให้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ภายนอกนำไปพัฒนาอุปกรณ์บ้านอัจฉริยะได้อย่างเสรี ไม่เพียงแค่ซอฟต์แวร์ SDK แต่ยังรวมถึงแบบอ้างอิงฮาร์ดแวร์ (Reference Design) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ชิปประมวลผลไปจนถึงโมดูลกล้องและไมโครโฟน ถือเป็นการเร่งขยายระบบนิเวศสมาร์ทโฮมเพื่อไล่ตาม Amazon และ Apple อย่างจริงจัง ตามรายงานของ Android Authority

3 ฟีเจอร์หลักที่ Google เปิดให้ผู้ผลิตนำไปใช้

ฟีเจอร์ที่เปิดให้ผู้ผลิตภายนอกนำไปรวมในอุปกรณ์ของตนมีทั้งหมด 3 รายการ ได้แก่

  • Camera Intelligence — ให้ Gemini วิเคราะห์ฟุตเทจจากกล้องวงจรปิดแบบเร็ว (Scrub) และนำผู้ใช้ไปยังช่วงเวลาสำคัญโดยอัตโนมัติ
  • Ask Home — สั่งงานอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านด้วยภาษาธรรมชาติ
  • Home Brief — สรุปเหตุการณ์สำคัญในบ้านจากข้อมูลเซ็นเซอร์และกล้องตลอดทั้งวัน

ฟีเจอร์ทั้งสามนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุง Google Home ครั้งใหญ่ที่ยังอยู่ในช่วงขยายการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

แจกแบบฮาร์ดแวร์ฟรี — ลดต้นทุน R&D ให้ผู้ผลิต

จุดที่น่าจับตาของโปรแกรมนี้คือ Google ไม่ได้แค่ให้ SDK ซอฟต์แวร์ แต่ยังมอบ Reference Design ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจาก Amlogic, SEI Robotics และ Apical ซึ่งครอบคลุมทั้ง SoC, เซ็นเซอร์ และไมโครโฟน ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโปรแกรมสามารถนำแบบเหล่านี้ไปผลิตได้ทันทีโดยไม่ต้องเริ่มออกแบบจากศูนย์ ช่วยลดต้นทุนการพัฒนาและระยะเวลาออกสู่ตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มแรกที่รองรับคือ สมาร์ทกล้อง และ สมาร์ทสปีกเกอร์ โดยพาร์ตเนอร์รายแรกที่ประกาศตัวคือ Walmart ซึ่งจะเปิดตัว onn Indoor Camera Wired, onn Video Doorbell Wired และสมาร์ทสปีกเกอร์ Gemini ในแบรนด์ Onn เพื่อเจาะตลาดราคาประหยัด

โครงสร้างค่าบริการ — ต้องสมัคร Subscription จึงใช้ได้

ประเด็นที่ผู้บริโภคต้องทราบก่อนตัดสินใจซื้ออุปกรณ์ที่รองรับ Gemini for Home คือ ฟีเจอร์ AI ทั้งหมดต้องการ Subscription จึงจะทำงานได้ โดยโครงสร้างราคาของ Google Home Premium มีดังนี้

แผนราคา
Standard$10/เดือน (ประมาณ 360 บาท) หรือ $100/ปี (ประมาณ 3,600 บาท)
Advanced$20/เดือน (ประมาณ 720 บาท)
AI Pro$20/เดือน (ประมาณ 720 บาท) — รวม Standard
Ultra$250/เดือน (ประมาณ 9,000 บาท) — รวม Advanced

ดังนั้น ราคาตัวเครื่องเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมด ผู้ใช้ต้องคำนวณค่าบริการรายเดือนรวมเข้าไปด้วย

AT&T Connected Life — ตัวอย่างการจับมือกับผู้ให้บริการเครือข่าย

Google ยังขยายช่องทางผ่านการจับมือกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคม โดยตัวอย่างที่ประกาศอย่างเป็นทางการคือ AT&T ซึ่งจะนำ Gemini มาเสริมฟีเจอร์ใน Connected Life แอปสมาร์ทโฮมของตน รายละเอียดแพ็กเกจมีดังนี้

รายการราคา
Starter Kit (Nest Doorbell + ฮับ + เซ็นเซอร์)$399 (ประมาณ 14,400 บาท)
Advanced Kit (รวม Nest Cam และอุปกรณ์ครบชุด)$699 (ประมาณ 25,200 บาท)
Essential Plan$10.99/เดือน (ประมาณ 396 บาท)
Professional Plan$21.99/เดือน (ประมาณ 792 บาท)

แพ็กเกจนี้มาพร้อม Cellular Backup ที่จะสลับไปใช้เครือข่าย LTE ของ AT&T โดยอัตโนมัติเมื่อไฟดับหรืออินเทอร์เน็ตขัดข้อง และยังมีตัวเลือกผ่อนชำระค่าอุปกรณ์ผ่าน Affirm อีกด้วย

มุมมองต่อตลาดในภูมิภาค

ที่ผ่านมา Google เคยจับมือกับแบรนด์เครื่องเสียงและเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายเพื่อผลิตสมาร์ทสปีกเกอร์และสมาร์ทดิสเพลย์ที่รองรับ Google Assistant แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นยังไม่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น Android Authority ตั้งข้อสังเกตว่าการเปิดแบบ Full-Stack ครั้งนี้จะเปลี่ยนสถานการณ์ได้หรือไม่ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

สำหรับผู้บริโภคในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการยังไม่ได้รับการประกาศ และยังไม่มีการระบุว่าผู้ให้บริการเครือข่ายในไทย (AIS / TrueMove H / NT) จะเข้าร่วมโปรแกรมนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากโปรแกรมขยายมาถึงภูมิภาคนี้ในอนาคต อุปกรณ์ราคาประหยัดในแบรนด์อย่าง Walmart Onn อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ — แต่ต้องไม่ลืมว่าค่าใช้จ่าย Subscription รายเดือนคือต้นทุนที่ต้องนับรวมเสมอ ผู้ที่กำลังพิจารณาลงทุนในระบบสมาร์ทโฮมควรติดตามความคืบหน้าของโปรแกรมนี้อย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจ

แหล่งที่มา