Google เปิดตัว Gemini Omni โมเดล AI ตัวใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อแปลงวิดีโอจริงให้กลายเป็นคลิปที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง จุดที่น่าสนใจที่สุดคือผู้ใช้ทั่วไปสามารถทดลองใช้งานได้ฟรีผ่านฟีเจอร์ Remix บน YouTube Shorts โดยไม่จำเป็นต้องสมัครแพ็กเกจ Gemini แบบชำระเงิน

Gemini Omni คืออะไร และต่างจาก Veo อย่างไร

ก่อนหน้านี้ Google มี Veo 3 และ Veo 3.1 เป็นโมเดลหลักสำหรับสร้างวิดีโอจากข้อความหรือเสียง (text-to-video / audio-to-video) แต่ Gemini Omni เดินหน้าไปอีกขั้น โดยรับวิดีโอจริงเป็น input แล้วแปลงให้เป็นคลิปใหม่ในรูปแบบที่ต้องการ หรือที่เรียกว่า video-to-video

รุ่นแรกที่เปิดให้ใช้งานคือ Gemini Omni Flash ซึ่งรองรับการอัปโหลดภาพ เสียง หรือวิดีโออ้างอิง พร้อมระบุวิสัยทัศน์ผ่านข้อความ จากนั้นปรับแต่งผลลัพธ์ซ้ำได้ด้วย natural language prompt ทำให้กระบวนการผลิตคลิปกลายเป็นการสนทนาโต้ตอบกับ AI แทนที่จะเป็นการตั้งค่าทางเทคนิคที่ซับซ้อน

ตามรายงานของ Android Authority โมเดลนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถ "บิดเบือน" ความเป็นจริงที่กล้องบันทึกไว้ให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริงได้

ฟีเจอร์เด่น: ความสม่ำเสมอของตัวละครและฟิสิกส์โลกจริง

Google ระบุว่า Gemini Omni ได้รับการออกแบบให้รักษาความสม่ำเสมอของตัวละครข้ามหลายเฟรม พร้อมทั้งเข้าใจบริบทของเรื่องราวโดยรวมในการสร้างวิดีโอ นอกจากนี้ยังเน้นความสามารถในการจำลองฟิสิกส์โลกจริง ไม่ว่าจะเป็นแรงโน้มถ่วง พลังงานจลน์ หรือพลศาสตร์ของไหล

อย่างไรก็ตาม Android Authority ตั้งข้อสังเกตว่าประสิทธิภาพจริงของฟีเจอร์ด้านฟิสิกส์นี้ยังต้องรอดูจากผลลัพธ์จริง ไม่ควรตัดสินจากเดโมเพียงอย่างเดียว

ฟีเจอร์อีกอย่างที่น่าจับตาคือ Avatars ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้อัปโหลดภาพตัวเองเพื่อสร้างตัวละครดิจิทัลที่มีรูปลักษณ์และเสียงคล้ายกับตัวเอง แล้วนำไปใส่ในวิดีโอที่สร้างขึ้น Google ได้เผยแพร่ตัวอย่างโดยใช้นักแสดงตลก Adam Waheed และ YouTuber Happy Kelli เป็นกรณีศึกษา

ทดลองฟรีได้ที่ไหน และต้องจ่ายเงินเมื่อไร

Gemini Omni เปิดให้เข้าถึงได้ผ่าน 3 ช่องทางหลัก:

  • YouTube Shorts (ฟรี) — ใช้งานผ่านฟีเจอร์ "Remix" โดยนำ Shorts ที่มีอยู่มาเป็นวัตถุดิบ เข้าถึงได้ทั้งจาก YouTube แอปปกติและ YouTube Create
  • Gemini แอป — ในรูปแบบ Omni Flash สำหรับผู้สมัคร Google AI Plus / Pro / Ultra เริ่มต้นที่ $7.99 ต่อเดือน (ประมาณ 290 บาท)
  • Flow — เครื่องมือสร้างภาพยนตร์ด้วย AI ของ Google สำหรับผู้ใช้แพ็กเกจชำระเงินเช่นกัน

สรุปง่าย ๆ คือ ผู้ที่ต้องการทดลองก่อนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสามารถเริ่มจาก YouTube Shorts ส่วนผู้ที่ต้องการควบคุมการผลิตอย่างจริงจังจึงค่อยพิจารณาแพ็กเกจชำระเงิน

ข้อจำกัดและประเด็นที่ต้องติดตาม

Gemini Omni Flash มีข้อกำหนดและมาตรการความปลอดภัยที่ควรทราบ ดังนี้:

รายการรายละเอียด
ความยาววิดีโอสูงสุด10 วินาที พร้อมเสียง
เหตุผลของข้อจำกัดเพื่อให้ผู้ใช้จำนวนมากเข้าถึงได้ ไม่ใช่ข้อจำกัดของโมเดล
ลายน้ำทุกคลิปที่สร้างจาก Omni จะมี SynthID watermark แบบมองไม่เห็น
การตรวจสอบลายน้ำทำได้ผ่าน Gemini แอป, Gemini ใน Chrome และ Google Search
API สำหรับองค์กรคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานภายในไม่กี่สัปดาห์

โมเดล Omni Pro ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ายังอยู่ในแผน แต่ยังไม่มีกำหนดเปิดตัวชัดเจน ส่วนฟีเจอร์แก้ไขเสียงและสุ้มเสียงถูกระงับไว้ก่อน เนื่องจาก Google ต้องการให้แน่ใจว่าสามารถนำเสนอได้อย่างรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลเรื่อง deepfake

ประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ สิทธิ์ของครีเอเตอร์ ในการปฏิเสธไม่ให้นำคลิปของตนไป Remix ด้วย AI Android Authority รายงานว่า Google ยังไม่ได้ยืนยันว่าครีเอเตอร์จะมีตัวเลือกในการจำกัดหรือปฏิเสธการใช้งานดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

บริบทการเปิดตัวและ SynthID

Gemini Omni ถูกประกาศในงาน Google I/O 2026 พร้อมกับ Gemini 3.5 Flash และ Gemini Spark agent ด้าน SynthID ซึ่งเป็นมาตรฐานลายน้ำ AI ของ Google นั้นได้ถูกนำไปใช้กับภาพและวิดีโอที่สร้างด้วย AI แล้วกว่า 1 แสนล้านชิ้น โดยมีบริษัทอย่าง OpenAI, ElevenLabs และ Kakao ร่วมนำมาตรฐานนี้ไปใช้ด้วย

สำหรับฟีเจอร์ Reimagine บน YouTube Shorts ที่เปิดตัวไปก่อนหน้าเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 นั้น ยังคงรองรับเฉพาะ prompt ภาษาอังกฤษ และยังไม่พร้อมใช้งานในกลุ่มประเทศ EEA สหราชอาณาจักร และสวิตเซอร์แลนด์ — ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยไม่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว

สำหรับผู้ใช้ในไทย ที่สนใจทดลองใช้งาน Gemini Omni ช่องทางที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดในขณะนี้คือ YouTube Shorts ผ่านฟีเจอร์ Remix โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ที่ต้องการใช้งานในระดับมืออาชีพควรติดตามความพร้อมของ Gemini แอปและ Flow ในภูมิภาคต่อไป

แหล่งที่มา