Google ประกาศอย่างเป็นทางการว่าแอปพลิเคชัน Fitbit จะเปลี่ยนชื่อเป็น Google Health พร้อมกันนั้นยังเปิดตัวอุปกรณ์ติดตามสุขภาพรุ่นใหม่ Fitbit Air ที่ไม่มีหน้าจอ น้ำหนักเพียง 5.2 กรัม ในราคา $99.99 (ประมาณ 3,600 บาท) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการรวมระบบนิเวศด้านสุขภาพของ Google ให้เป็นหนึ่งเดียวอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

จาก Fitbit สู่ Google Health — เปลี่ยนชื่อแต่ฟีเจอร์หลักยังอยู่ครบ

แอป Fitbit ที่ผู้ใช้คุ้นเคยจะถูกแทนที่ด้วย Google Health อย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ โดยฟีเจอร์หลักอย่างการติดตามการนอนหลับและสุขภาพยังคงอยู่ครบถ้วน พร้อมเพิ่ม AI Coach ที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini รองรับการบันทึกข้อมูลแบบ multimodal ทั้งข้อความ เสียง และภาพถ่าย

ที่น่าจับตาคือ Google Fit ซึ่งถูกทิ้งร้างมานาน จะถูกรวมเข้ากับ Google Health ในคราวเดียวกัน ทำให้แอปด้านสุขภาพของ Google ที่เคยกระจัดกระจายหลายตัวรวมศูนย์เป็นแพลตฟอร์มเดียว

อย่างไรก็ตาม มีฟีเจอร์บางส่วนที่จะหายไป ได้แก่ ระบบ Badge และ Sleep Animal (สัญลักษณ์สัตว์แสดงรูปแบบการนอน) ซึ่ง Google ยืนยันว่าจะไม่นำมาให้บริการใน Google Health

Apple Watch ใช้ได้ด้วย — Google Health เปิดรับ iOS อย่างเต็มตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดสำหรับผู้ใช้ทั่วโลกคือ Google Health บน iOS จะรองรับการเชื่อมต่อกับ Apple Health ซึ่งหมายความว่าข้อมูลสุขภาพจาก Apple Watch สามารถนำเข้ามาแสดงผลใน Google Health ได้โดยตรง

นอกจากนี้ Google Health ยังประกาศรองรับแอปและอุปกรณ์จากบุคคลที่สามกว่า หลายร้อยรายการ ผ่าน Health Connect, Apple Health และ Google Health API ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Peloton หรือ MyFitnessPal ข้อมูลทั้งหมดจะรวมอยู่ในที่เดียว ตามที่ Google ระบุว่า:

"Google Health แอปเชื่อมต่อกับแอปและอุปกรณ์โปรดของคุณหลายร้อยรายการ ผ่าน Health Connect, Apple Health หรือ Google Health API เพื่อให้คุณดูข้อมูลการออกกำลังกายจาก Peloton และข้อมูลโภชนาการจาก MyFitnessPal ได้ในที่เดียว"

Fitbit Air — คู่แข่ง WHOOP น้ำหนักแค่ 5.2 กรัม

พร้อมกับการเปลี่ยนชื่อแอป Google ยังเปิดตัว Fitbit Air อุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบไม่มีหน้าจอ ออกแบบมาเพื่อสวมใส่ตลอด 24 ชั่วโมง โดยตรงแข่งกับ WHOOP และ Amazfit Helio

รายละเอียดสเปก
ราคา$99.99 (ประมาณ 3,600 บาท) พร้อม Premium 3 เดือน
รุ่นพิเศษStephen Curry Edition $129.99 (ประมาณ 4,680 บาท) วางจำหน่าย 26 พ.ค. ในสหรัฐฯ
น้ำหนัก5.2 กรัม (ไม่รวมสาย) / 12 กรัม (รวมสาย)
เซนเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ 24/7, ตรวจจับ AFib, SpO2, HRV, วิเคราะห์ระยะการนอน
แบตเตอรี่สูงสุด 7 วัน / ชาร์จ 5 นาที ใช้ได้ 1 วัน
กันน้ำ50 เมตร
ขนาดเล็กกว่า Fitbit Luxe 25% และเล็กกว่า Inspire 3 ถึง 50%

ความสามารถที่น่าสนใจคือผู้ใช้สามารถลงทะเบียนทั้ง Pixel Watch 4 และ Fitbit Air ใน Google Health พร้อมกันได้ เช่น สวม Pixel Watch ระหว่างวัน และเปลี่ยนมาสวม Fitbit Air ตอนนอนหลับ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดที่ผู้ใช้หลายอุปกรณ์เผชิญมานาน

Google Health Premium และไทม์ไลน์การเปลี่ยนผ่าน

ด้านการสมัครสมาชิก Google Health Premium มีราคา $9.99 ต่อเดือน (ประมาณ 360 บาท) หรือ $99.99 ต่อปี (ประมาณ 3,600 บาท) โดยผู้ที่สมัคร Google AI Pro หรือ AI Ultra อยู่แล้วจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน Premium โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

สำหรับผู้ใช้ Fitbit ปัจจุบัน ควรทราบไทม์ไลน์ดังนี้:

  • 12 พ.ค. เป็นต้นไป — ฟีเจอร์โซเชียลของ Fitbit (เพิ่มเพื่อน/ลีดเดอร์บอร์ด) จะหยุดให้บริการชั่วคราว
  • 19 พ.ค. — อัปเดตแอปเริ่มทยอยออก
  • ฟีเจอร์ "Menstrual health" เปลี่ยนชื่อเป็น "Cycle health" และ Stress Score เปลี่ยนเป็น "Resilience" (แสดงผลเป็น Optimal/Balanced/Low)
  • การรองรับ Apple Watch และอุปกรณ์อื่น ๆ บน Fitbit Air จะขยายเพิ่มเติมภายในปีนี้

ส่วนฮาร์ดแวร์เดิมอย่าง Fitbit Sense 2 และ Versa 4 ยังคงวางจำหน่ายต่อไป ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่แต่อย่างใด

สัญญาณสำหรับผู้ใช้ในไทย

ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศกำหนดการวางจำหน่าย Fitbit Air อย่างเป็นทางการในไทย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในระดับแอปพลิเคชันอย่าง Google Health จะส่งผลถึงผู้ใช้ Fitbit ในไทยโดยตรง เนื่องจากเป็นการอัปเดตผ่าน Google Play Store และ App Store ตามปกติ

ผู้ที่ใช้ทั้ง Android และ Apple Watch อยู่แล้วควรติดตามการอัปเดต Google Health บน iOS เพราะการเชื่อมต่อกับ Apple Health อาจเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบนิเวศ Google สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้ออุปกรณ์ติดตามสุขภาพในช่วงราคา 3,000–4,000 บาท Fitbit Air ถือเป็นตัวเลือกที่น่าจับตาหากเข้ามาวางจำหน่ายในภูมิภาคนี้

แหล่งที่มา