Google ประกาศเปิดตัว Wear OS 7 อย่างเป็นทางการ พร้อมยกระดับสมาร์ทวอทช์จาก "หน้าจอแสดงการแจ้งเตือน" สู่ "เอเจนต์ขนาดเล็กที่สั่งงานด้วยเสียง" โดยผู้ใช้ที่อัปเดตจาก Wear OS 6 มีโอกาสได้รับแบตเตอรี่ที่ดีขึ้นสูงสุด 10% ส่วนฟีเจอร์ Gemini Intelligence แบบเต็มรูปแบบจะมาพร้อมกับฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ในช่วงปลายปี 2026 ตามรายงานของ Android Authority

แบตเตอรี่ดีขึ้นสูงสุด 10% — แต่ Gemini ต้องรอฮาร์ดแวร์ใหม่

Google ระบุว่าผู้ใช้ที่อัปเดตจาก Wear OS 6 มาสู่ Wear OS 7 อาจสัมผัสได้ถึงอายุแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้นสูงสุด 10% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่า "up to" หรือค่าสูงสุดในอุดมคติ ซึ่งผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับรุ่นอุปกรณ์และพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละคน

ประเด็นที่น่าจับตามากกว่าคือ Gemini Intelligence ซึ่งจะถูกจำกัดเฉพาะสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในช่วงปลายปี 2026 เท่านั้น Google ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม หมายความว่าผู้ที่ใช้ Wear OS อยู่ในปัจจุบันจะยังไม่ได้รับฟีเจอร์นี้ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว

AppFunctions API และระบบอัตโนมัติบนข้อมือ

Wear OS 7 เปิดให้สมาร์ทวอทช์สามารถเรียกใช้และติดตามการทำงานอัตโนมัติของแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนบางส่วนได้โดยตรง ตัวอย่างที่ Google ยกมาคือการสั่งอาหารผ่าน DoorDash จากหน้าจอนาฬิกา

สำหรับนักพัฒนา Google เตรียม AppFunctions API ใหม่ที่ช่วยให้สามารถผสาน Gemini หรือเอเจนต์ AI อื่น ๆ เข้ากับแอปของตนเองได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการพูดว่า "start tracking my run" กับ Gemini แล้วให้ Samsung Health เริ่มบันทึกการวิ่งโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นทิศทางที่แสดงให้เห็นว่าสมาร์ทวอทช์กำลังก้าวข้ามบทบาทของ "หน้าจอแสดงข้อมูล" อย่างชัดเจน

ฟีเจอร์ใหม่ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นอกเหนือจาก AI Wear OS 7 มาพร้อมการปรับปรุงที่จับต้องได้หลายด้าน

วิดเจ็ตแบบยืดหยุ่น รองรับเลย์เอาต์ขนาดเล็ก (2×1) และขนาดใหญ่ (2×2) เพื่อให้แสดงข้อมูลได้หลากหลายขึ้นบนหน้าจอนาฬิกา

Live Updates บนข้อมือ ระบบที่คุ้นเคยจากสมาร์ทโฟนจะถูกนำมาใช้บนนาฬิกาด้วย โดยข้อมูลเรียลไทม์ เช่น สถานะการจัดส่งอาหาร จะแสดงผลบนนาฬิกาโดยตรง

ควบคุมสื่อที่ละเอียดขึ้น ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าแอปใดบนสมาร์ทโฟนจะแสดงตัวควบคุมสื่อบนนาฬิกา รวมถึงสลับเอาต์พุตเสียงระหว่างนาฬิกา หูฟัง และสมาร์ทโฟนได้จากจุดเดียว

Wear Workout Tracker ระบบติดตามการออกกำลังกายมาตรฐานที่ OS รองรับโดยตรง ครอบคลุมการวัดอัตราการเต้นของหัวใจและการควบคุมสื่อ โดย Google ระบุว่าพัฒนาร่วมกับ ASICS Runkeeper ซึ่งช่วยลดภาระของนักพัฒนาในการสร้างฟีเจอร์ฟิตเนสขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

Watch Face Format v5 อัปเดตระบบหน้าปัดนาฬิกาพร้อมตัวเลือกการจัดวางและการปรับขนาดอัตโนมัติที่ดีขึ้น

อุปกรณ์ที่รองรับและแนวโน้ม Pixel Watch 5

ขณะนี้ Google ยืนยันเพียงว่า Pixel Watch Series และ Samsung Galaxy Watch Series จะรองรับ Wear OS 7 ส่วนผู้ผลิตรายอื่นคาดว่าจะตามมา แต่ยังไม่มีรายชื่ออุปกรณ์ที่รองรับอย่างครบถ้วน โดยทั่วไปการอัปเกรด Wear OS มักจำกัดเฉพาะนาฬิกาที่วางจำหน่ายภายใน 2–3 ปีที่ผ่านมา

การเปิดตัวผู้บริโภคทั่วไปกำหนดไว้ว่า "later this year" แต่ยังไม่มีเดือนที่ชัดเจน สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อใหม่ Pixel Watch 5 คาดว่าจะเปิดตัวในงาน "Made by Google" ช่วงเดือนสิงหาคม 2026 พร้อมกับ Pixel 11 โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ $349 (ประมาณ 12,600 บาท) สำหรับรุ่น Wi-Fi ขนาด 41 มม. ซึ่งใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า

ผลกระทบต่อ Apple และ Garmin

การเปิดตัว Wear OS 7 ส่งผลต่อภาพรวมตลาดสมาร์ทวอทช์อย่างน่าสนใจ

แบรนด์คู่แข่งผลกระทบจาก Wear OS 7
Garminใช้ OS ของตนเองจึงไม่ได้รับผลโดยตรง แต่ยังขาดแผนงานด้าน AI และการผสาน Voice Agent ที่ชัดเจน
Appleการผสาน Gemini บนข้อมือถือเป็นภัยคุกคามโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ Apple Intelligence และ Siri ยังไม่ตอบสนองความคาดหวังของผู้ใช้

ที่น่าสังเกตคือ Pixel Watch 4 ในปัจจุบันมี Gemini อยู่แล้ว สามารถสั่งเริ่ม หยุดชั่วคราว และสิ้นสุดกิจกรรมด้วยเสียง รวมถึงดูข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ได้ และใน Pixel Drop เดือนมีนาคม 2026 Google ได้เพิ่มความสามารถในการทำงานหลายขั้นตอนข้ามแอป เช่น สั่งของชำ เรียกรถ หรือสั่งกาแฟซ้ำ ในรูปแบบเบต้าสำหรับ Pixel 10 Series — Wear OS 7 คือการขยายทิศทางนี้ออกไปสู่แพลตฟอร์มในวงกว้าง

สำหรับผู้บริโภคในไทย สมาร์ทวอทช์ที่ใช้ Wear OS อย่าง Samsung Galaxy Watch Series วางจำหน่ายอย่างแพร่หลายผ่านช่องทางอย่าง Power Buy, Studio7 และ JD Central การอัปเดต Wear OS 7 บน Galaxy Watch รุ่นที่รองรับน่าจะเข้าถึงผู้ใช้ไทยได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการวางจำหน่าย Pixel Watch 5 อย่างเป็นทางการในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ ผู้ที่สนใจฟีเจอร์ Gemini Intelligence เต็มรูปแบบควรติดตามการประกาศในช่วงปลายปี 2026

แหล่งที่มา