คณะลูกขุนของศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊กแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีมติเป็นเอกฉันท์ยกฟ้องคดีทั้งหมดที่ Elon Musk ยื่นฟ้อง OpenAI, Sam Altman, Greg Brockman และ Microsoft ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 53 นาที โดยชี้ว่าคดีขาดอายุความ การตัดสินครั้งนี้ถือเป็นการขจัดความเสี่ยงทางกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดของ OpenAI ก่อนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่วางแผนไว้ในไตรมาส 4 ปี 2026
คณะลูกขุน 9 คน ตัดสินเป็นเอกฉันท์ใน 2 ชั่วโมงไม่ถึง
การพิจารณาคดีเริ่มต้นเวลา 08:30 น. ตามเวลาแปซิฟิก และสิ้นสุดลงเวลา 10:23 น. รวมระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 53 นาที คณะลูกขุน 9 คนลงมติเป็นเอกฉันท์ยกฟ้องข้อเรียกร้องทุกข้อของ Musk โดยผู้พิพากษา Yvonne Gonzalez Rogers รับรองคำตัดสินดังกล่าวทันที
ข้อเรียกร้องของ Musk ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- เรียกค่าเสียหายจากองค์กรไม่แสวงหากำไรของ OpenAI ราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.68 ล้านล้านบาท)
- ขับ Altman และ Brockman ออกจากตำแหน่งผู้บริหาร
- ยุบเลิกนิติบุคคลเชิงพาณิชย์ที่ทำให้ OpenAI มีมูลค่าถึง 8.52 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 30.67 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม คณะลูกขุนอาศัยเหตุผลด้านอายุความเป็นตัวชี้ขาด จึงไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นหลักว่า Altman และ Brockman ละเมิดพันธกิจดั้งเดิมขององค์กรหรือไม่
อายุความ — กำแพง 3 ปีและ 2 ปีที่ Musk ข้ามไม่พ้น
ประเด็นที่ตัดสินชะตาคดีนี้คือ "Musk รู้เรื่องการละเมิดตั้งแต่เมื่อใด" กฎหมายรัฐแคลิฟอร์เนียกำหนดอายุความสำหรับคดีทรัสต์การกุศลไว้ที่ 3 ปี และคดีลาภมิควรได้ที่ 2 ปี
Musk ให้การในศาลว่าตนเชื่อคำอธิบายของ Altman มาโดยตลอด และระบุว่าการที่ Microsoft อัดฉีดเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.6 แสนล้านบาท) เข้าสู่ OpenAI ในปี 2023 คือจุดที่ตนแน่ใจว่าองค์กรการกุศล "ถูกยักยอก"
ฝ่ายทนายของ OpenAI โต้แย้งว่า Musk รับรู้การเปลี่ยนแปลงสู่รูปแบบพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2017 และยังจดทะเบียนบริษัทผ่าน family office ของตนเองในลักษณะที่ระบุว่าเป็น "OpenAI เวอร์ชันพาณิชย์" ด้วย ผู้พิพากษา Gonzalez Rogers ให้ความเห็นหลังการตัดสินว่า "หลักฐานที่สนับสนุนคำตัดสินของคณะลูกขุนมีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม และตนพร้อมจะยกฟ้องได้เองตั้งแต่ต้น"
ฝ่าย Musk ยังคงสงวนสิทธิ์อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาชี้ว่าการอุทธรณ์จะทำได้ยาก เนื่องจากการวินิจฉัยเรื่องอายุความเป็นการตัดสินข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมาย
ภาระผูกพันโครงสร้างพื้นฐาน 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ กับ IPO ที่อาจเลื่อน
คำตัดสินครั้งนี้ขจัดอุปสรรคทางกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดออกจากเส้นทางการปรับโครงสร้างของ OpenAI จากองค์กรไม่แสวงหากำไรสู่บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ (public benefit corporation)
ก่อนหน้านี้ OpenAI ปิดรอบระดมทุนในเดือนมีนาคมด้วยมูลค่าประเมิน 8.52 แสนล้านดอลลาร์ โดยระดมได้ 1.22 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.39 ล้านล้านบาท) จากนักลงทุนรายใหญ่ ได้แก่
| ผู้ลงทุน | มูลค่า | เทียบเป็นบาท (ประมาณ) |
|---|---|---|
| Amazon | $500 ล้านล้าน (5 หมื่นล้าน) | ~1.8 ล้านล้านบาท |
| Nvidia | $300 ล้านล้าน (3 หมื่นล้าน) | ~1.08 ล้านล้านบาท |
| SoftBank | $300 ล้านล้าน (3 หมื่นล้าน) | ~1.08 ล้านล้านบาท |
แม้ OpenAI จะมุ่งหน้าสู่ IPO ในไตรมาส 4 ปี 2026 แต่นักวิเคราะห์จาก PitchBook ระบุว่าภาระผูกพันด้านโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวมูลค่า 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 41.4 ล้านล้านบาท) อาจทำให้การเข้าตลาดเลื่อนออกไปเป็นปี 2027
Microsoft พ้นผิดด้วย — เงินลงทุน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ไม่ถูกตั้งคำถาม
Microsoft ซึ่งถูกฟ้องร่วมในฐานะผู้สนับสนุนการละเมิดหน้าที่ ได้รับการยกฟ้องด้วยเหตุผลเดียวกันคืออายุความ บริษัทลงทุนใน OpenAI รวม 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.68 แสนล้านบาท) ระหว่างปี 2019–2023 โดยเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2023 คือสิ่งที่ Musk อ้างว่าเป็น "จุดพลิก" ที่ทำให้ตัดสินใจฟ้อง
William Savitt ทนายความของ OpenAI ให้สัมภาษณ์นอกศาลว่า "คำตัดสินของคณะลูกขุนยืนยันว่าคดีนี้เป็นความพยายามหน้าไหว้หลังหลอกเพื่อขัดขวางคู่แข่ง" ตามรายงานของ CNN
การพิจารณาคดีใช้เวลา 3 สัปดาห์ มีพยาน 6 คนขึ้นให้การ รวมถึง Ilya Sutskever ผู้ร่วมก่อตั้ง OpenAI พร้อมหลักฐานอีเมล ข้อความส่วนตัว และบันทึกการประชุมภายในนับร้อยหน้า ทั้ง Musk, Altman และ Brockman ต่างไม่ปรากฏตัวในวันอ่านคำตัดสิน
สิ่งที่ผู้ติดตามวงการ AI ในไทยควรจับตา
สำหรับผู้ที่ติดตามการลงทุนและพัฒนาการของ AI ในภูมิภาค ผลของคดีนี้มีนัยสำคัญในสองมิติ ประการแรก OpenAI มีเสถียรภาพทางกฎหมายมากขึ้นในการดำเนินแผน IPO ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนสถาบันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าถึงหุ้นได้ในอนาคต ประการที่สอง ภาระผูกพันโครงสร้างพื้นฐาน 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกระทบต่อกำหนดการและมูลค่าการเสนอขายหุ้น ผู้ที่สนใจลงทุนควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี 2025
