OpenAI เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับ Codex บน macOS ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสั่งให้ AI agent ทำงานบน Mac ได้จากระยะไกลผ่านสมาร์ตโฟน แม้เครื่องจะปิดหน้าจอและล็อกอยู่ก็ตาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของนักพัฒนาจาก "ผู้พิมพ์โค้ด" สู่ "ผู้ออกคำสั่ง" ให้ AI ทำงานแทน

Codex ทำอะไรได้บ้างเมื่อ Mac ล็อกหน้าจออยู่

ตามที่ OpenAI Developers เผยแพร่ผ่าน X ผู้ใช้สามารถส่งคำสั่งจากสมาร์ตโฟนไปยัง Codex เพื่อให้ควบคุมแอปพลิเคชันบน Mac ได้โดยตรง แม้เครื่องจะอยู่ในสถานะล็อกหน้าจอ บน Mac จะปรากฏข้อความ "Codex is Using Your Mac" พร้อมแจ้งว่าสามารถกดปุ่มใดก็ได้เพื่อปลดล็อกและดูผลลัพธ์

ตัวอย่างการใช้งานที่ชัดเจนคือ เมื่อนักพัฒนาได้รับรายงาน bug ขณะอยู่นอกสถานที่ ก็สามารถสั่ง Codex ผ่านโทรศัพท์ให้เริ่มตรวจสอบและแก้ไขปัญหาบน Mac ที่บ้านได้ทันที โดยไม่ต้องรอกลับถึงโต๊ะทำงาน

ฟีเจอร์นี้ทำงานผ่านปลั๊กอิน Computer Use ของ Codex Desktop App บน macOS โดยต้องให้สิทธิ์ Screen Recording และ Accessibility แก่แอปก่อน จากนั้น Codex จะสามารถดำเนินการต่าง ๆ ภายในแอปที่ได้รับอนุญาต ได้แก่

  • คลิกหน้าต่างและองค์ประกอบบนหน้าจอ
  • พิมพ์ข้อความ
  • นำทางผ่านเมนู
  • รับ-ส่งข้อมูลกับ clipboard

เมื่อ Codex ต้องการเข้าถึงแอปใหม่ที่ยังไม่เคยอนุญาต ระบบจะขอการยืนยันทุกครั้ง หรือผู้ใช้สามารถตั้งค่า "Always allow" สำหรับแอปที่ใช้บ่อยได้

ระบบความปลอดภัยที่ OpenAI ออกแบบมาเพื่อฟีเจอร์นี้

การให้ AI ควบคุม Mac ที่ล็อกอยู่จากระยะไกลย่อมมีคำถามด้านความปลอดภัยตามมา OpenAI ได้ออกแบบกลไกป้องกันหลายชั้น ดังนี้

  • ใช้ authentication token แบบชั่วคราว ไม่ใช่การเข้าถึงแบบถาวร
  • ขณะที่ Codex กำลังทำงาน หน้าจอจะถูกบังไว้ ป้องกันไม่ให้ผู้อื่นที่อยู่ใกล้เคียงมองเห็นข้อมูล
  • หากตรวจพบการกดแป้นพิมพ์หรือเลื่อนเมาส์ในเครื่อง ระบบจะ ล็อกทันทีและหยุดการปลดล็อกอัตโนมัติ จนกว่าผู้ใช้จะดำเนินการด้วยตนเอง
  • กลไกนี้ทำงานผ่าน Apple authorization plug-in ที่เข้าร่วมกระบวนการ unlock ของ macOS อย่างถูกต้อง ไม่ใช่การ bypass

สำหรับองค์กร ผู้ดูแลระบบสามารถปิดฟีเจอร์นี้ได้ผ่านการตั้งค่า remote_computer_use = false ใน Policies & Configurations ของ Codex cloud

ข้อจำกัดที่ชัดเจนคือ Codex ไม่สามารถ ควบคุม Terminal app, ตัว Codex เอง หรือ system-level administrator prompt ได้ ซึ่งเป็นการจำกัดขอบเขตการทำงานในส่วนที่มีความเสี่ยงสูงโดยเจตนา

เวอร์ชันที่รองรับและการขยายไปสู่มือถือ

ก่อนเริ่มใช้งาน ผู้ใช้ต้องอัปเดต Codex app เป็นเวอร์ชัน 26.519 ขึ้นไป และหากต้องการใช้ Goal Mode ต้องอัปเดต CLI ด้วยคำสั่ง npm install -g @openai/codex เป็นเวอร์ชัน 0.128.0 ขึ้นไป

ด้านสมาร์ตโฟน Codex Mobile พร้อมให้ใช้งานในรูปแบบ preview ทั้งบน iOS และ Android สำหรับผู้ใช้ทุกแผนบริการ โดยไม่ได้จำกัดแค่การสั่งงานระยะไกล แต่ยังรองรับ

  • ดูและจัดการ thread การทำงานทั้งหมด
  • ตรวจสอบ output และอนุมัติคำสั่ง
  • เปลี่ยน model ที่ใช้งาน

โมเดลพื้นฐานก็ได้รับการอัปเกรดด้วย โดย GPT-5.3-Codex ถูกนำมาใช้แทน ให้ความเร็วเพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า

ฟีเจอร์อื่นที่เปิดตัวพร้อมกันได้แก่ Appshots (ดึง screenshot และข้อความจากหน้าต่างแอปเข้า Codex thread ด้วยคีย์ลัด Command-Command) และ /goal mode ที่ให้ agent ทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงหรือหลายวันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนด

ข้อจำกัดด้านภูมิภาคและนัยสำหรับผู้ใช้ในไทย

ณ ขณะเปิดตัว ฟีเจอร์นี้ไม่รองรับผู้ใช้ในกลุ่มประเทศ European Economic Area (EEA), สหราชอาณาจักร และสวิตเซอร์แลนด์

สำหรับผู้ใช้ในประเทศไทย OpenAI ยังไม่ได้ประกาศข้อจำกัดอย่างเป็นทางการสำหรับภูมิภาคนี้โดยตรง ซึ่งหมายความว่านักพัฒนาในไทยที่ใช้ macOS และมีบัญชี OpenAI อยู่แล้วมีโอกาสเข้าถึงฟีเจอร์นี้ได้ อย่างไรก็ตาม ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจาก OpenAI อีกครั้ง เนื่องจากนโยบายการให้บริการในแต่ละภูมิภาคอาจมีการเปลี่ยนแปลง

ทิศทางของ Codex สะท้อนให้เห็นว่า OpenAI กำลังผลักดันให้ AI agent กลายเป็นผู้ช่วยที่ทำงานแทนนักพัฒนาได้อย่างอิสระมากขึ้น ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่รอรับคำสั่งทีละบรรทัด สำหรับนักพัฒนาในไทยที่ทำงานกับ macOS การติดตามอัปเดตนี้อย่างใกล้ชิดและทดสอบฟีเจอร์เมื่อพร้อมใช้งานอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ

แหล่งที่มา