ผู้บริหารระดับสูงของ Silicon Motion ผู้ผลิต NAND Controller รายใหญ่ระดับโลก ออกมาเตือนว่าวิกฤตการขาดแคลน DRAM และ NAND Flash (SSD) จะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2028 โดยปัจจุบันผู้ผลิตสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้เพียง 60–70% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากบริษัท AI ขนาดใหญ่แย่งชิงกำลังการผลิตผ่านสัญญาระยะยาวและการจ่ายเงินล่วงหน้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและธุรกิจทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย

กำลังผลิตไม่พอ — ตลาดขาดถึง 30–40% ของความต้องการจริง

Chia-Chang Gou ผู้บริหารของ Silicon Motion เปิดเผยว่าภาวะขาดแคลนหน่วยความจำและ SSD ที่อุตสาหกรรมเรียกกันว่า "RAMpocalypse" และ "SSDpocalypse" นั้น มีแนวโน้มยืดเยื้อไปจนถึงปี 2028 ซึ่งนานกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เคยคาดการณ์ไว้ที่ปี 2027

ปัจจุบัน ผู้ผลิต DRAM และ NAND ทั่วโลกสามารถผลิตได้เพียง 60–70% ของความต้องการตลาดรวม และสถานการณ์มีแนวโน้มตึงตัวขึ้นอีก เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ AI ระดับกิกะวัตต์จะทยอยเปิดดำเนินการในช่วงปีถัดไป Gou ระบุว่าการลงทุนด้าน AI กำลังเปลี่ยนโฟกัสจากการฝึกโมเดล (Training) มาสู่การประมวลผลเชิงอนุมาน (Inference) อย่างรวดเร็ว ซึ่งกระบวนการ Inference ต้องการทั้ง RAM และ Storage ในปริมาณมหาศาลพร้อมกัน

สำนักข่าว Economic Daily Korea รายงานว่าราคา NAND Flash มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก TrendForce ที่ระบุว่าราคาสัญญา DRAM ในไตรมาส 1 ปี 2026 พุ่งขึ้นถึง 90–95% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ราคา NAND Flash ในไตรมาส 2 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 70–75%

โรงงานใหม่ไม่ทันช่วยปี 2026 — ต้องรอถึงปี 2027–2028

แม้ผู้ผลิตรายใหญ่จะเร่งก่อสร้างโรงงานใหม่ แต่ตามรายงานของ Wccftech กำลังการผลิตใหม่ที่เร็วที่สุดจะเริ่มทดสอบได้ราวปี 2027 และเข้าสู่การผลิตจำนวนมากในช่วงปลายปี 2027 ถึงต้นปี 2028 เท่านั้น

Gou อธิบายโครงสร้างของปัญหาไว้ชัดเจน ดังนี้

  • การก่อสร้างโรงงานจนถึงขั้นผลิตจำนวนมากใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ปี
  • หลังจากผลิตได้แล้ว ระยะเวลานำส่ง (Lead Time) ยังใช้เวลาอีก 1–1.5 ปีตามปกติ
  • กำลังการผลิตใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ถูกจองล่วงหน้าเพื่อรองรับความต้องการ AI อยู่แล้ว

ที่น่าจับตาคือ SK Hynix เพิ่งปฏิเสธการรับเงินลงทุนจากผู้ให้ทุนบางราย เนื่องจากเงื่อนไขดังกล่าวอาจจำกัดการจัดสรรสินค้าให้กับลูกค้ารายอื่น สะท้อนให้เห็นว่าการแย่งชิงกำลังการผลิตหน่วยความจำกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

HBM กินส่วนแบ่งเวเฟอร์ — ผลักดันให้ RAM ทั่วไปขาดตลาดหนักขึ้น

หนึ่งในสาเหตุเชิงโครงสร้างที่ทำให้ DRAM ทั่วไปขาดแคลนคือการขยายตัวของ HBM (High Bandwidth Memory) สำหรับชิป AI โดย Micron ระบุว่าอัตราแลกเปลี่ยนกำลังการผลิตเวเฟอร์ระหว่าง HBM กับ DDR5 อยู่ที่ 3 ต่อ 1 หมายความว่าทุกครั้งที่ผลิต HBM เพิ่มขึ้น กำลังการผลิต DRAM ทั่วไปจะลดลงโดยตรงในสัดส่วนเดียวกัน

ตัวเลขการผลิตจริงสะท้อนให้เห็นชัดเจน โดย Samsung Electronics ลดการผลิตเวเฟอร์ NAND จาก 4.9 ล้านแผ่นในปีก่อน เหลือ 4.68 ล้านแผ่นในปีนี้ ขณะที่ SK Hynix ลดลงจากประมาณ 1.9 ล้านแผ่น เหลือราว 1.7 ล้านแผ่น

ผลกระทบต่อตลาดผู้บริโภคสรุปได้ดังนี้

ตัวชี้วัดตัวเลขแหล่งข้อมูล
ราคาสัญญา DRAM (Q1 2026 เทียบไตรมาสก่อน)+90–95%TrendForce
ราคา NAND Flash (Q2 2026 คาดการณ์)+70–75%TrendForce
ส่วนแบ่งตลาด NAND ผู้บริโภค45% (2024) → 32% (2026)OSCOO
ราคาชิป TLC NAND 1Tb (ราคาส่ง)$4.80 → $10.70 ต่อชิปPhison CEO

Crucial ถอนตัว — Samsung หยุดผลิต SATA SSD — OEM ลดสเปก

วิกฤตครั้งนี้ส่งผลให้แบรนด์ชั้นนำหลายรายปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ Micron ประกาศยุติการจำหน่าย SSD และโมดูลหน่วยความจำภายใต้แบรนด์ Crucial ในช่องทางค้าปลีกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นมา โดยหันไปจัดสรรกำลังการผลิตให้กับลูกค้าระดับองค์กรและ Hyperscaler ที่ให้ผลกำไรสูงกว่าแทน

ด้าน Samsung มีรายงานว่าจะหยุดสายการผลิต SATA SSD ในปี 2026 เนื่องจาก NVMe SSD ให้ผลกำไรสูงกว่า SATA ถึง 3–4 เท่าจากซิลิคอนปริมาณเท่ากัน ขณะที่ Western Digital เปิดเผยในการประชุมนักลงทุนไตรมาส 2 ปี 2026 ว่าสินค้าในปีนี้จำหน่ายหมดเกือบทั้งหมดแล้ว โดย 89% ของยอดขายไตรมาส 2 มาจากลูกค้ากลุ่ม Cloud

ผลกระทบยังลามถึงตลาดโน้ตบุ๊ก โดย Dell, Lenovo และ OEM รายใหญ่หลายรายวางแผนลดความจุ SSD ในรุ่นปี 2026 เพื่อควบคุมต้นทุน ผู้บริโภคที่ซื้อโน้ตบุ๊กในช่วงนี้จึงอาจได้รับสเปก Storage ที่ต่ำกว่าเดิมในราคาเท่ากันหรือสูงกว่า

สิ่งที่ผู้บริโภคในไทยควรรู้และทำตอนนี้

สำหรับผู้บริโภคและธุรกิจในประเทศไทย วิกฤตนี้มีนัยสำคัญหลายประการ ราคา RAM และ SSD ที่จำหน่ายในร้านค้าไอทีทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพันทิป คอมพ์มอลล์ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee และ Lazada มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก

ตามรายงานของ Phison ราคาชิป TLC NAND 1Tb ระดับราคาส่งพุ่งจาก $4.80 (ประมาณ 173 บาท) ไปอยู่ที่ $10.70 (ประมาณ 385 บาท) ต่อชิปแล้ว ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกส่งต่อมายังราคาขายปลีกในที่สุด

หากมีแผนอัปเกรด RAM หรือซื้อ SSD เพิ่มเติมในอีก 12–18 เดือนข้างหน้า การพิจารณาจัดซื้อในช่วงนี้ก่อนที่ราคาจะปรับขึ้นอีกรอบอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการรอ เนื่องจากสัญญาณจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ตรงกันว่าภาวะตึงตัวจะยังไม่คลี่คลายก่อนปี 2028

แหล่งที่มา