รัฐบาลทรัมป์อยู่ระหว่างหารือภายในเกี่ยวกับการห้าม Cellular Module ที่ผลิตโดยบริษัทจีน ซึ่งปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดโลกมากกว่า 70% ตามรายงานของ Financial Times ที่ถูกอ้างอิงโดย Tom's Hardware หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้จริง ผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่เพียงสมาร์ทโฟนหรือโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม แต่จะลุกลามไปถึงอุปกรณ์ IoT ภาคอุตสาหกรรม รถยนต์เชื่อมต่อ และห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก
FCC "Covered List" คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
ประเด็นหลักของการหารือในรัฐบาลสหรัฐฯ คือการพิจารณาเพิ่มผู้ผลิต Cellular Module จากจีนเข้าสู่ "Covered List" ของ FCC (Federal Communications Commission) ซึ่งเป็นรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ถูกระบุว่ามีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ และถูกห้ามรับการรับรอง FCC ที่จำเป็นสำหรับการจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ
ณ ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศมาตรการห้ามอย่างเป็นทางการ ข้อมูลที่ปรากฏยังอยู่ในขั้นการรายงานข่าวเกี่ยวกับการหารือภายใน และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการดำเนินการจริงหรือไม่
จังหวะเวลาของรายงานนี้มีนัยสำคัญ เนื่องจากตรงกับช่วงที่มีการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่ง ซึ่งมีประเด็นความขัดแย้งทางการค้าและกฎระเบียบด้านเทคโนโลยีอยู่ในวาระการหารือ อย่างไรก็ตาม ตามรายงาน FCC ดูเหมือนจะเดินหน้ากำหนดกฎระเบียบต่อไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาระหว่างสองประเทศ
Cellular Module คืออะไร และทำไมผลกระทบจึงกว้างกว่าที่คิด
Cellular Module คือชิ้นส่วนสื่อสารขนาดเล็กที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายมือถือ 4G/5G ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Wi-Fi อุปกรณ์ที่ใช้ Cellular Module มีหลากหลาย ได้แก่
- อุปกรณ์ Smart Home
- เซ็นเซอร์อุตสาหกรรม, เราเตอร์, โดรน
- อุปกรณ์ทางการแพทย์
- รถยนต์เชื่อมต่อ (Connected Car) และระบบติดตามโลจิสติกส์
- เครื่องจักรในโรงงาน
ประเด็นด้านความปลอดภัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ Cellular Module จำเป็นต้องได้รับการอัปเดตเฟิร์มแวร์และซอฟต์แวร์เป็นระยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบางส่วนระบุว่าช่องทางการอัปเดตดังกล่าวอาจกลายเป็นช่องโหว่สำหรับการเข้าถึงระยะไกล การเฝ้าติดตาม หรือการแทรกแซงได้
บริษัทจีนครองตลาด 70% — ตัวเลขที่ทำให้การแบนซับซ้อน
ตามรายงาน บริษัทจีนอย่าง Quectel, Fibocom, China Mobile, Sunsea และ MeiG ครองส่วนแบ่งตลาด Cellular Module ทั่วโลกรวมกันมากกว่า 70% โดยรายงานของ FDD (Foundation for Defense of Democracies) ระบุว่าเพียง Quectel และ Fibocom สองบริษัทเพียงลำพังก็ครองตลาดโลกราว 45% แล้ว
| รายการ | ตัวเลข |
|---|---|
| ส่วนแบ่งตลาด Cellular Module โลกของบริษัทจีน | มากกว่า 70% |
| สัดส่วนการทดสอบรับรอง FCC ที่ทำในจีน | ประมาณ 75% |
| จำนวนอุปกรณ์ที่ได้รับการรับรอง FCC ต่อปี | ประมาณ 40,000 เครื่อง |
Quectel ได้รับการประเมินจากนักวิเคราะห์อิสระว่าใช้กลยุทธ์ตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต 15–20% เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาด ขณะที่ Fibocom เข้าซื้อกิจการ Rolling Wireless ผู้เชี่ยวชาญด้าน IoT สำหรับยานยนต์ในยุโรปในปี 2566 เพื่อขยายฐานในตลาดยุโรป
ในเดือนมกราคม 2568 กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เพิ่ม Quectel เข้าสู่รายชื่อ "บริษัททหารจีน" (Section 1260H) โดยการห้ามจัดซื้อโดยตรงจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ในเวลาเดียวกัน u-blox บริษัทสวิสที่เป็นคู่แข่งสำคัญ ก็ประกาศถอนตัวออกจากตลาด IoT Module ในเดือนมกราคม 2568 เช่นกัน ซึ่งยิ่งทำให้การหาแหล่งจัดหาทดแทนที่ไม่ใช่จีนเป็นเรื่องยากขึ้น
FCC เดินหน้ากำหนดกฎระเบียบต่อเนื่องในปี 2568–2569
ภายใต้การนำของ Brendan Carr ประธาน FCC การกำหนดกฎระเบียบด้านเทคโนโลยีจีนมีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีพัฒนาการสำคัญดังนี้
- 23 มีนาคม 2569: FCC ประกาศเพิ่มเราเตอร์สำหรับผู้บริโภคที่ผลิตในต่างประเทศเข้าสู่ Covered List อย่างเป็นทางการ
- 30 เมษายน 2569: ที่ประชุม FCC ลงมติ 3 ต่อ 0 ผ่านข้อเสนอห้ามห้องปฏิบัติการทดสอบในจีนทำการทดสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตลาดสหรัฐฯ
- ตุลาคม 2568: FCC เริ่มกระบวนการกีดกัน Hong Kong Telecom ออกจากตลาดสหรัฐฯ
Cellular Module จึงถูกมองว่าเป็นเป้าหมายถัดไปในลำดับการขยาย Covered List ต่อจากเราเตอร์ ห้องปฏิบัติการทดสอบ และผู้ให้บริการโทรคมนาคมฮ่องกง
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกและตลาดไทย
หากมาตรการห้ามมีผลบังคับใช้จริง ผู้ผลิตอุปกรณ์ทั่วโลกที่ใช้ Cellular Module จากจีนจะต้องเผชิญกับ การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่, การเปลี่ยนซัพพลายเออร์ และการสร้างกระบวนการรับรองและจัดซื้อใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและต้นทุนสูง
สำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมในไทย ที่น่าจับตาคือผลกระทบต่อราคาและความพร้อมของอุปกรณ์ IoT ภาคอุตสาหกรรม ระบบ Smart Factory และรถยนต์เชื่อมต่อที่ไทยกำลังขยายการลงทุนอยู่ในขณะนี้ หากผู้ผลิตต้องเปลี่ยนซัพพลายเออร์ Module ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจส่งผ่านมายังราคาสินค้าปลายทางในที่สุด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการวางจำหน่ายและผลกระทบโดยตรงต่อตลาดไทยยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ และสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ควรติดตามพัฒนาการของการเจรจาสหรัฐฯ–จีนและมติ FCC ในระยะต่อไปอย่างใกล้ชิด
