ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ รัฐนิวเจอร์ซีย์ มีคำสั่งอนุมัติคำร้องของ Apple ในการขอเข้าถึงเอกสารภายในของสำนักงานใหญ่ Samsung ในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคดีต่อต้านการผูกขาดที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ยื่นฟ้อง Apple โดยกระบวนการต่อไปจะดำเนินผ่านอนุสัญญาเฮกว่าด้วยการรวบรวมพยานหลักฐานในต่างประเทศ

ศาลไฟเขียว Apple เดินหน้าขอเอกสาร Samsung เกาหลี

ศาลรัฐบาลกลางประจำรัฐนิวเจอร์ซีย์มีคำสั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อนุมัติคำร้องของ Apple ที่ยื่นขอให้มีการเปิดเผยเอกสารจากสำนักงานใหญ่ Samsung ในเกาหลีใต้ โดยศาลระบุว่าได้พิจารณาข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่ายแล้ว และเห็นว่า Apple แสดงให้เห็น "เหตุผลอันสมควร (good cause)" เพียงพอสำหรับการอนุมัติคำร้องดังกล่าว

Apple อ้างว่า Samsung เป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดสมาร์ตโฟน สมาร์ตวอตช์ และการจัดจำหน่ายแอปพลิเคชัน จึงถือเป็นบุคคลที่สามที่มีความเกี่ยวข้องสูงสุดรายหนึ่งในคดีนี้ ทั้งนี้ บริษัทลูกของ Samsung ในสหรัฐฯ ได้แจ้งชัดว่าไม่สามารถส่งมอบเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของบริษัทแม่ในเกาหลีได้ Apple จึงต้องอาศัยกลไกของอนุสัญญาเฮกว่าด้วยการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีแพ่งและพาณิชย์ระหว่างประเทศ เพื่อขอให้หน่วยงานในเกาหลีใต้ดำเนินการแทน

DOJ โต้ — ทำไมถึงรอมาถึง 9 เดือน

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในฐานะโจทก์ ได้คัดค้านคำร้องของ Apple โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของช่วงเวลาที่ยื่น เนื่องจาก Apple รอมาถึง 9 เดือนก่อนจะยื่นคำร้องนี้ DOJ ยังระบุเพิ่มเติมว่า กระบวนการตามอนุสัญญาเฮกไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อขยายระยะเวลาการเปิดเผยพยานหลักฐาน หรือส่งผลกระทบต่อตารางการพิจารณาคดี และหาก Apple เสี่ยงว่าเอกสารจากเกาหลีจะมาไม่ทันกำหนด Apple ต้องรับความเสี่ยงนั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ศาลพิจารณาข้อโต้แย้งทั้งหมดแล้วยังคงมีคำสั่งอนุมัติคำร้องของ Apple

อนุมัติแล้ว ≠ Samsung ต้องส่งเอกสารทันที

ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ คำสั่งของศาลครั้งนี้เป็นเพียงการอนุญาตให้ดำเนินกระบวนการตามอนุสัญญาเฮกเท่านั้น ไม่ได้บังคับให้ Samsung ส่งมอบเอกสารโดยอัตโนมัติ

ขั้นตอนต่อไปคือหน่วยงานในเกาหลีใต้จะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการตามคำร้องหรือไม่ และจะดำเนินการอย่างไร นอกจากนี้ Samsung ยังมีสิทธิ์คัดค้านหรือปฏิเสธการส่งมอบเอกสารบางส่วนหรือทั้งหมดได้อีกด้วย กล่าวโดยสรุป ยังมีด่านอีกหลายด่านก่อนที่เอกสารจากสำนักงานใหญ่ Samsung เกาหลีจะปรากฏในชั้นศาล โดยยังไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน

ภาพรวมคดี — จากการยื่นฟ้องสู่ขั้นตอน Discovery

คดีนี้มีพื้นหลังที่ควรทราบเพื่อให้เห็นภาพรวม

รายละเอียดข้อมูล
หมายเลขคดี2:24-cv-04055 (D.N.J.)
ผู้ฟ้องคดีDOJ ร่วมกับอัยการสูงสุด 16 รัฐ/เขต
ยื่นฟ้องมีนาคม 2024
ส่วนแบ่งตลาดที่ DOJ อ้างสมาร์ตโฟน 65% / สมาร์ตโฟนระดับสูง 70%
สถานะปัจจุบันอยู่ในขั้นตอน Discovery และ Pre-trial Briefing
กำหนดวันพิจารณาคดียังไม่กำหนด

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2025 ผู้พิพากษา Julien Neals ยกคำร้องของ Apple ที่ขอให้ยกฟ้อง โดยระบุว่า DOJ ได้แสดงให้เห็นอย่างเพียงพอว่า Apple มีอำนาจผูกขาดในตลาดสมาร์ตโฟนและสมาร์ตโฟนระดับสูงในสหรัฐฯ จากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2025 Apple ได้ยื่นเอกสารโต้แย้งคำฟ้องทีละย่อหน้าจากทั้งหมด 236 ย่อหน้า พร้อมระบุชัดเจนว่า "DOJ เข้าใจผิด"

Apple Watch และ Galaxy Watch — หัวใจของข้อพิพาท

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดในคดีนี้คือตลาดสมาร์ตวอตช์ DOJ ระบุในคำฟ้องปี 2024 ว่า Apple ปิดกั้นการทำงานข้ามแพลตฟอร์มใน 5 ด้าน ได้แก่ Super App, Cloud Streaming, Messaging, Smart Watch และ Digital Wallet

ในส่วนของสมาร์ตวอตช์ DOJ โต้แย้งว่า Apple Watch ถูกออกแบบให้ทำงานกับ iPhone เท่านั้น และสมาร์ตวอตช์ยี่ห้ออื่นที่เชื่อมต่อกับ iPhone ได้ถูกจำกัดความสามารถโดยเจตนา ส่งผลให้ผู้ใช้ Apple Watch เผชิญต้นทุนสูงหากต้องการเปลี่ยนไปใช้สมาร์ตโฟนยี่ห้ออื่น ขณะที่ Apple โต้ว่าสมาร์ตวอตช์ของบุคคลที่สามสามารถเชื่อมต่อและแชร์ข้อมูลกับ iPhone ผ่าน Companion App ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และฟีเจอร์ต่างๆ ก็ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

Samsung Galaxy Watch ถือเป็นตัวแทนหลักของ "สมาร์ตวอตช์ยี่ห้ออื่น" ในคดีนี้ เอกสารภายในของ Samsung จึงอาจเป็นหลักฐานชี้ขาดว่าข้อโต้แย้งของฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่า

ความหมายต่อผู้บริโภคและตลาดในภูมิภาค

แม้คดีนี้จะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ แต่ผลลัพธ์อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบนิเวศของ Apple และ Samsung ทั่วโลก รวมถึงในไทย หาก DOJ ชนะคดีและศาลสั่งให้ Apple เปิดระบบมากขึ้น เช่น อนุญาตให้สมาร์ตวอตช์ยี่ห้ออื่นเชื่อมต่อกับ iPhone ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้ใช้ iPhone ในไทยที่ต้องการใช้ Samsung Galaxy Watch หรืออุปกรณ์อื่นๆ อาจได้รับประโยชน์โดยตรง ในทางกลับกัน หาก Apple ชนะ โมเดลธุรกิจปัจจุบันก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ขั้นตอนต่อไปที่ต้องติดตามคือคำตัดสินของหน่วยงานเกาหลีใต้ว่าจะดำเนินการตามอนุสัญญาเฮกหรือไม่ ซึ่งยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน

แหล่งที่มา