OpenAI เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ชื่อ ChatGPT Personal Finance ที่ให้ผู้ใช้เชื่อมต่อบัญชีธนาคารและบัญชีออมทรัพย์เข้ากับ ChatGPT โดยตรง เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย จัดการงบประมาณ และรับคำแนะนำทางการเงินที่ปรับตามข้อมูลจริงของผู้ใช้แต่ละคน ขณะนี้อยู่ในช่วงพรีวิวสำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และต้องสมัครแพ็กเกจ ChatGPT Pro ราคา $100 ต่อเดือน (ประมาณ 3,600 บาท)

ฟีเจอร์นี้ทำอะไรได้บ้าง และใครใช้ได้ตอนนี้

เมื่อเชื่อมต่อบัญชีแล้ว ChatGPT จะสามารถอ่านข้อมูลยอดคงเหลือ ประวัติธุรกรรม พอร์ตการลงทุน และภาระหนี้สิน จากนั้นแสดงผลผ่านแดชบอร์ดที่แบ่งออกเป็น 4 หมวดหลัก ได้แก่ ผลการดำเนินงานของพอร์ตโฟลิโอ กิจกรรมการใช้จ่าย การสมัครสมาชิกที่ยังใช้งานอยู่ และบิลที่กำลังจะถึงกำหนด

ตัวอย่างการใช้งานที่ OpenAI นำเสนอ ได้แก่:

  • วางแผนการออมเงินตามสถานการณ์จริงของผู้ใช้
  • ตรวจสอบและยกเลิก subscription ที่ไม่จำเป็น
  • วิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและท่องเที่ยว
  • จำลองสถานการณ์ เช่น หากเปลี่ยนงานแล้วรายได้ลดลง ชีวิตจะยังไหวไหม

เงื่อนไขการเข้าถึงในปัจจุบัน:

รายการรายละเอียด
สถานะพรีวิว
ภูมิภาคสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
แพลตฟอร์มWeb และ iOS
Androidยังไม่รองรับ
แพ็กเกจที่ต้องการChatGPT Pro ($100/เดือน ≈ 3,600 บาท)
ChatGPT Plus ($20/เดือน)ยังไม่รองรับ

โมเดลที่ใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นคือ GPT-5.5 Thinking ซึ่ง OpenAI ระบุว่าผ่านการทดสอบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินกว่า 50 คน โดยทำคะแนนได้ 79 จาก 100 คะแนนในงานด้าน personal finance ส่วน GPT-5.5 Pro ที่ผู้ใช้ Pro เลือกใช้ได้ทำคะแนนได้ 82.5 คะแนน

ระบบเชื่อมต่อผ่าน Plaid — ไม่ได้รหัสธนาคาร ไม่สั่งโอนเงินได้

การเชื่อมต่อบัญชีทำงานผ่านความร่วมมือกับ Plaid บริษัทโครงสร้างพื้นฐานฟินเทคชั้นนำ ซึ่งรองรับสถาบันการเงินกว่า 12,000 แห่งในสหรัฐฯ รวมถึง Schwab, Fidelity, Chase, Robinhood, American Express และ Capital One

ระบบของ Plaid ใช้การยืนยันตัวตนแบบ tokenized ทำให้ ChatGPT ไม่ได้รับรหัสผ่านธนาคารโดยตรง และข้อมูลที่ส่งผ่านมาเป็นเพียงข้อมูลทางการเงินที่มีโครงสร้างชัดเจนผ่านช่องทางที่เข้ารหัสแล้ว

สิ่งที่ ChatGPT ทำได้ และ ทำไม่ได้:

ทำได้ทำไม่ได้
อ่านยอดคงเหลือดูหมายเลขบัญชีเต็ม
ดูประวัติธุรกรรมโอนเงิน / เปลี่ยนแปลงบัญชี
วิเคราะห์การลงทุนและหนี้สินสั่งการใด ๆ กับบัญชี
ยกเลิกการเชื่อมต่อได้ตลอดเวลา
ลบข้อมูลภายใน 30 วันหลังยกเลิก

OpenAI ยืนยันชัดเจนว่าฟีเจอร์นี้ ไม่ใช่การทดแทนที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ และผู้ใช้ควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น

ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว — ข้อมูลการเงินกับ AI ยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน

Matt Horne จาก Android Authority ชี้ว่าการใช้ฟีเจอร์นี้ต้องอาศัย "ความเชื่อใจ 2 ชั้น" ได้แก่ การเชื่อใจว่า OpenAI จะดูแลข้อมูลการเงินที่ละเอียดอ่อนบนเซิร์ฟเวอร์ของตนได้อย่างปลอดภัย และการเชื่อใจว่า AI ที่บางครั้งมีพฤติกรรมคาดเดาไม่ได้จะให้คำแนะนำที่เชื่อถือได้ในเรื่องเงิน

ประเด็นนี้ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น เมื่อพิจารณาว่า OpenAI เพิ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ต้องรับผิดชอบต่อนักลงทุนมากขึ้น และนโยบายการจัดการข้อมูลผู้ใช้ก็เพิ่งได้รับการปรับปรุงไม่นานมานี้ ความกังวลจากผู้ใช้จำนวนมากในส่วนความคิดเห็นของบทความต้นทางสะท้อนให้เห็นว่า แม้ฟีเจอร์จะดูน่าสนใจ แต่การยอมให้ AI อ่านประวัติธุรกรรมทางการเงินทั้งหมดยังเป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่พร้อม

แผนขยายฟีเจอร์ในอนาคต — Intuit และการซื้อกิจการ Hiro

ฟีเจอร์นี้เปิดตัวหลังจากที่ OpenAI เข้าซื้อทีมงานของสตาร์ทอัพ personal finance อย่าง Hiro เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพียงหนึ่งเดือน ซึ่งแสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า OpenAI มุ่งขยายตัวเข้าสู่ตลาดการเงินส่วนบุคคลอย่างจริงจัง

ในโรดแมปยังมีแผนเชื่อมต่อกับ Intuit ซึ่งจะเปิดความสามารถเพิ่มเติม เช่น การประเมินผลกระทบทางภาษีจากการขายหุ้น และการประเมินโอกาสได้รับอนุมัติบัตรเครดิตใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดที่น่าสังเกต คือบัญชีที่เชื่อมต่อได้ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมสินทรัพย์ประเภท home equity ทำให้ภาพรวมทางการเงินของผู้ใช้ยังไม่สมบูรณ์

ในฝั่งคู่แข่ง Perplexity ก็เปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านการเงินของตนเองที่ใช้ Plaid เช่นกันแล้ว ตลาด AI สำหรับการจัดการการเงินส่วนบุคคลจึงเริ่มมีการแข่งขันที่ชัดเจนขึ้น

สำหรับผู้ใช้ในไทย — ยังไม่มีกำหนดเปิดให้บริการ

ข้อมูลการวางจำหน่ายในไทยยังไม่ได้รับการประกาศ และในขณะนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวยังจำกัดเฉพาะผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกาที่สมัครแพ็กเกจ ChatGPT Pro ในราคา $100 ต่อเดือน (ประมาณ 3,600 บาท) เท่านั้น

สำหรับผู้ใช้ ChatGPT ในไทยที่สนใจ แนะนำให้ติดตามพัฒนาการจากรายงานของผู้ใช้จริงในสหรัฐฯ ก่อน โดยเฉพาะในด้านความแม่นยำของการวิเคราะห์และความปลอดภัยของข้อมูล ก่อนที่ฟีเจอร์จะขยายมายังภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ ระบบนิเวศทางการเงินในไทย เช่น PromptPay, TrueMoney Wallet หรือแอปธนาคารไทย ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงในแผนการเชื่อมต่อของ OpenAI แต่อย่างใด

แหล่งที่มา