คดีความระหว่าง Elon Musk และ OpenAI เข้าสู่การพิจารณาขั้นสุดท้ายแล้ว โดยประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการสรุปข้อโต้แย้งครั้งสุดท้ายไม่ใช่แค่เรื่องสัญญาหรือโครงสร้างองค์กร หากแต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น — Sam Altman เป็นคนที่ไว้วางใจได้หรือไม่? คำถามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องพิจารณาคดี แต่กำลังสะท้อนไปยังวงการ AI ทั่วโลก รวมถึงผู้ใช้งาน ChatGPT และผู้กำหนดนโยบายในทุกภูมิภาค

คำให้การต่อรัฐสภาที่กลายเป็นจุดอ่อน

ประเด็นหลักที่ทนายความฝ่าย Musk คือ Steve Molo นำมาโจมตี Altman บนแท่นพยานคือ คำให้การที่ Altman เคยแถลงต่อรัฐสภาสหรัฐฯ ว่า "ตนไม่มีส่วนได้เสียใน OpenAI" แต่ข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยในคดีนี้ระบุว่า Altman เคยถือหุ้นผ่าน Y Combinator ซึ่งเป็นกองทุน Venture Capital ที่เขาเคยบริหาร

Altman ชี้แจงว่าตนเองเป็นเพียง "passive investor" ในกองทุน VC และสันนิษฐานว่าสมาชิกรัฐสภาเข้าใจความหมายของคำนี้ดีอยู่แล้ว ทว่าทนายความฝ่าย Musk โต้กลับทันทีว่า "คุณคิดจริงๆ หรือว่าสมาชิกรัฐสภาที่กำลังซักถามคุณอยู่นั้นเข้าใจในสิ่งที่คุณพูด?"

Anthony Ha นักข่าวจาก TechCrunch ซึ่งรายงานคดีนี้อย่างใกล้ชิด ระบุว่าการโต้แย้งดังกล่าวมีน้ำหนักพอสมควร และสะท้อนให้เห็นว่าฝ่าย Musk ตั้งใจทำให้ "ความน่าเชื่อถือ" ของ Altman กลายเป็นแกนกลางของคดีนี้

สองสไตล์การสื่อสาร สองปัญหาความน่าเชื่อถือ

สิ่งที่น่าสนใจในการวิเคราะห์คดีนี้คือ ทั้ง Altman และ Musk ต่างมีปัญหาด้านความน่าเชื่อถือในแบบของตัวเอง

  • Sam Altman ยอมรับเองว่าตนมีแนวโน้มที่จะ "พูดในสิ่งที่คนอยากได้ยิน" และกำลังพยายามแก้ไขพฤติกรรมนี้
  • Elon Musk ถูกชี้ว่ามีประวัติการโพสต์ข้อความที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดบน X (Twitter) มาอย่างต่อเนื่อง

Sean O'Kane นักข่าวอีกคนจาก TechCrunch กล่าวตรงๆ ว่า "ผมไม่เชื่อ Altman" แต่ก็เสริมว่า "นั่นเป็นเพราะผมไม่ค่อยเชื่อใครอยู่แล้ว" พร้อมทั้งวิเคราะห์ว่าแรงจูงใจหลักของ Musk ในการฟ้องคดีนี้อาจเป็นเพียงการ "ขว้างโคลนใส่" คู่แข่งที่เขามองว่าดูถูกตน มากกว่าจะมุ่งหวังชัยชนะทางกฎหมายอย่างแท้จริง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างเสียภาพลักษณ์ไปพอกัน

โครงสร้างคดีและตัวเลขที่ต้องจับตา

ก่อนจะรอผลการพิจารณา มีรายละเอียดสำคัญของกระบวนการทางกฎหมายที่ควรทำความเข้าใจ

  • คณะลูกขุน 9 คนในคดีนี้มีบทบาทเป็นเพียง ที่ปรึกษา เท่านั้น การตัดสินขั้นสุดท้ายอยู่ที่ผู้พิพากษา Yvonne Gonzalez Rogers
  • คณะลูกขุนจะพิจารณาก่อนว่า Musk ยื่นฟ้องภายในกำหนดอายุความหรือไม่ หากไม่ผ่านจุดนี้ คดีจะสิ้นสุดทันที
  • Musk เคยเรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท) แต่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นการขอให้คืน "กำไรที่ได้มาโดยมิชอบ" แก่มูลนิธิ OpenAI แทน
  • ขั้นตอนการพิจารณาเรื่องการเยียวยา (Remedy Phase) มีกำหนดเริ่มต้นในวันจันทร์ถัดไปจากการสรุปข้อโต้แย้ง

ในส่วนของโครงสร้างองค์กร OpenAI ได้เปลี่ยนสถานะเป็น PBC (Public Benefit Corporation) เรียบร้อยแล้วในเดือนตุลาคม 2025 โดยมีมูลนิธิไม่แสวงหากำไรถือหุ้นในส่วนธุรกิจมูลค่าราว 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.68 ล้านล้านบาท) ขณะที่ Microsoft ถือหุ้นอยู่ราว 27% มูลค่า 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 486,000 ล้านบาท) และมีการทำข้อตกลงใหม่กับ OpenAI ในเดือนเมษายน 2026 ที่กำหนดเพดานการแบ่งรายได้และเปิดให้ OpenAI ให้บริการผ่าน Cloud Provider รายอื่นได้

ที่น่าสังเกตคือ เอกสารล่าสุดที่ยื่นต่อ IRS ระบุว่า OpenAI ได้ ลบคำว่า "safely" (อย่างปลอดภัย) ออกจาก Mission Statement ซึ่งเป็นประเด็นที่ Musk ใช้โจมตีว่า OpenAI เบี่ยงเบนออกจากพันธกิจเดิม

ปัญหาความไว้วางใจที่ใหญ่กว่า OpenAI

Kirsten Korosec นักข่าวอาวุโสจาก TechCrunch ชี้ให้เห็นว่าคดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ Altman หรือ OpenAI เท่านั้น

"นี่คือคำถามพื้นฐานที่นักข่าวสายเทคโนโลยี ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องถามกับ AI Lab ทุกแห่ง ท้ายที่สุดแล้วมันคือเรื่องของความไว้วางใจ เราไม่มีทางมองเข้าไปข้างในได้เสมอไป — บริษัทเหล่านี้ล้วนเป็นบริษัทเอกชน และยังมีอีกมากที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังม่าน"

ประเด็นนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ใช้งาน AI ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีการนำ ChatGPT, Gemini และเครื่องมือ AI อื่นๆ มาใช้ในองค์กรและชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย เมื่อบริษัทที่พัฒนาเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ ความโปร่งใสของผู้บริหารระดับสูงจึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องพึ่งพาเป็นหลัก

สำหรับผู้ติดตามสถานการณ์ AI ในไทย คดีนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการกำกับดูแล AI ในระดับสากลยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และผลของคดีนี้ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด จะส่งผลต่อแนวทางการออกกฎหมายและนโยบาย AI ในหลายประเทศในระยะต่อไป

แหล่งที่มา