Meta อาจส่งฟีเจอร์จดจำใบหน้าที่ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการลงไปในสมาร์ตโฟนของผู้ใช้ทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว ตามรายงานของ WIRED ที่ตรวจสอบโค้ดแอป Meta AI ซึ่งเป็นแอปคู่กับสมาร์ตแกลส Ray-Ban Meta และ Oakley พบการอ้างอิงถึงฟีเจอร์ชื่อภายในว่า "NameTag" ที่ออกแบบมาเพื่อสแกนใบหน้าบุคคลที่ผู้สวมใส่มองเห็น ประเด็นที่น่าจับตาคือชิ้นส่วนหลักของระบบได้ถูกกระจายไปยังเครื่องของผู้ใช้หลายล้านรายแล้ว แม้ฟีเจอร์จะยังไม่ถูกเปิดใช้งานก็ตาม
โค้ด "NameTag" ที่ WIRED ค้นพบ — 3 โมเดล AI ที่อยู่บนสมาร์ตโฟนแล้ว
WIRED ระบุว่าได้ตรวจสอบโค้ดของแอป Meta AI ซึ่งเป็นแอปคู่กับสมาร์ตแกลส Ray-Ban Meta และ Oakley และพบการอ้างอิงถึงฟีเจอร์ที่ Meta เรียกภายในว่า "NameTag" โดยเนื้อหาของโค้ดสะท้อนการออกแบบเพื่อจดจำบุคคลที่กล้องบนแว่นมองเห็น สิ่งที่น่ากังวลคือชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกฝังอยู่ในแอปที่มียอดดาวน์โหลดระดับหลายล้านครั้งทั่วโลกแล้ว
ตามรายงานของ Android Authority องค์ประกอบหลักถูกเพิ่มเข้ามาในแอปตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 และปัจจุบันบนเครื่องผู้ใช้มีโมเดล AI สามตัวประจำการอยู่ ได้แก่
- โมเดลสำหรับตรวจจับใบหน้า
- โมเดลสำหรับครอบตัด (crop) ใบหน้าที่ตรวจพบ
- โมเดลที่แปลงใบหน้าซึ่งครอบตัดแล้วเป็นข้อมูล biometric เพื่อเทียบกับ "faceprint" ที่จัดเก็บไว้บนเครื่อง
หากเปิดใช้งานจริง ระบบจะแจ้งเตือนผู้สวมใส่ทันทีเมื่อระบุตัวบุคคลที่อยู่ในสายตาได้ ส่วนในเวอร์ชันแอปเดือนพฤษภาคม ชื่อเรียกฟีเจอร์ถูกเปลี่ยนเป็น "Connections" พร้อมข้อความสำหรับผู้ใช้ในลักษณะ "จดจำคนที่คุณเคยพบ"
Meta ยืนยัน "ยังไม่ส่งมอบให้ผู้บริโภค" — แต่ NYT เคยรายงานเอกสารภายในตั้งแต่กุมภาพันธ์
Ryan Daniels โฆษกของ Meta ให้ความเห็นกับ WIRED ว่าโค้ดที่ค้นพบเป็นเพียง "หลักฐานว่า Meta กำลังสำรวจฟีเจอร์ลักษณะนี้" และย้ำว่าบริษัท "ยังไม่ได้ส่งมอบสิ่งใดให้ผู้บริโภค และยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย" หากมีการ rollout จริงจะดำเนินการ "ด้วยความโปร่งใสอย่างเต็มที่" พร้อมยืนยันว่าบริษัท "ไม่ได้สร้างฐานข้อมูลใบหน้าแบบรวมศูนย์"
อย่างไรก็ตาม แผนเกี่ยวกับการจดจำใบหน้าในสมาร์ตแกลสมิใช่เรื่องใหม่ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 The New York Times ได้รายงานโดยอ้างอิงเอกสารภายในของ Meta ว่ามีแผนนำฟีเจอร์จดจำใบหน้าเข้าสู่สมาร์ตแกลส แม้จะตระหนักถึงข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว เอกสารดังกล่าวมีการระบุว่า "สถานการณ์การเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน" ทำให้ผู้วิจารณ์ฟีเจอร์ลักษณะนี้ติดพันกับประเด็นอื่น ช่องว่างระหว่างคำอธิบายอย่างเป็นทางการว่า "อยู่ระหว่างสำรวจ" กับรายงานที่ระบุว่าชิ้นส่วนถูกส่งลงเครื่องผู้ใช้แล้ว จึงถูกหยิบขึ้นมาตั้งคำถามอีกครั้ง
75 องค์กรนำโดย ACLU เรียกร้องให้ Meta ถอนแผนทันที
แรงต้านต่อ NameTag ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายงานข่าว ในเดือนเมษายน 2026 องค์กร 75 แห่ง รวมถึง ACLU (American Civil Liberties Union), Electronic Privacy Information Center, Fight for the Future, Access Now และ Leadership Conference on Civil and Human Rights ได้ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้ Meta ยุติและถอนแผนจดจำใบหน้าใน Ray-Ban และ Oakley อย่างเป็นทางการในทันที
กลุ่มพันธมิตรเตือนว่าแว่นที่ติดระบบจดจำใบหน้าอาจระบุตัวบุคคลแปลกหน้าที่อยู่ในสายตาของผู้สวมใส่ แล้วเชื่อมโยงชื่อเหล่านั้นกับข้อมูลละเอียดอ่อนทั้งด้านการทำงาน สุขภาพ และความสัมพันธ์ส่วนตัว สถานที่ที่ระบุว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกระบุตัวตน ได้แก่
- พื้นที่การชุมนุมประท้วง
- คลินิกและสถานพยาบาล
- ร้านค้า
ตามรายงาน ทีมวิศวกรกำลังพิจารณาสองรูปแบบควบคู่กัน แบบแรกระบุตัวเฉพาะบุคคลที่เชื่อมต่อกับผู้สวมใส่บน Meta อยู่แล้ว และแบบที่สองครอบคลุมไปถึงบุคคลใดก็ตามที่มีบัญชีสาธารณะบนแพลตฟอร์มอย่าง Instagram หากเลือกใช้แบบที่สอง การสร้าง faceprint โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลในภาพอาจขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โพลผู้อ่านสะท้อนความไม่ไว้วางใจ — ซ้ำเติมหลังประเด็นดัดแปลงไฟ LED
Ray-Ban Meta เผชิญลมต้านด้านความเป็นส่วนตัวซ้อนกันสองระลอก ก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากลุ่ม modder สามารถปิดการทำงานของไฟ LED แสดงสถานะการบันทึกภาพได้ ทำให้สามารถนำไปใช้แอบถ่ายโดยที่ผู้อื่นไม่ทราบ การค้นพบโค้ด NameTag จึงเป็นแรงกระแทกรอบสองในประเด็นเดียวกัน โพลผู้อ่านที่ Android Authority จัดทำในบทความ (66 เสียง) ให้ผลดังนี้
| คำตอบ | สัดส่วน |
|---|---|
| Oh hell no! (ไม่เอาเด็ดขาด) | 68% |
| น่าจะมีประโยชน์ ตนเองไม่มีปัญหา | 15% |
| ยอมรับได้หากระบุเฉพาะคนรู้จักของผู้สวมใส่ | 14% |
| ยังตัดสินใจไม่ได้ | 3% |
แม้ขนาดตัวอย่างจะเล็ก แต่เสียงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดครองอันดับหนึ่งอย่างชัดเจน Meta เคยยุติระบบจดจำใบหน้าบน Facebook ไปแล้วในปี 2021 ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทรับรู้ดีถึงความอ่อนไหวของพื้นที่นี้ WIRED เองยังคงระมัดระวังโดยระบุว่า "NameTag อาจไม่ถูก rollout จริง" แต่เมื่อชิ้นส่วนหลักถูกกระจายลงเครื่องแล้ว ความเป็นไปได้ที่ฟีเจอร์จะเปิดใช้งานในอนาคตอันใกล้ก็ไม่อาจมองข้าม
"Meta Ray-Ban Display" ขายดีจนต้องชะลอการขยายตลาดต่างประเทศ
ขณะที่การถกเถียงด้านความเป็นส่วนตัวกำลังร้อนแรง ธุรกิจสมาร์ตแกลสของ Meta ก็เผชิญจุดเปลี่ยนด้านยอดขายเช่นกัน รุ่น "Meta Ray-Ban Display" ที่มีจอแสดงผลในตัว เปิดตัวในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายน 2025 มาพร้อม Neural Band และจอแสดงผลความละเอียดสูง 600×600 พิกเซลแบบฟูลคัลเลอร์ฝังอยู่ในเลนส์ขวา
| รายการ | รายละเอียด |
|---|---|
| เปิดตัว | กันยายน 2025 (สหรัฐฯ) |
| ราคา | US$800 (ประมาณ 28,800 บาท รวม Neural Band) |
| จอแสดงผล | 600×600 พิกเซลในเลนส์ขวา / ฟูลคัลเลอร์ |
ความต้องการเกินกว่าที่คาด รายชื่อรอซื้อยืดยาวไปจนถึงปี 2026 ส่งผลให้ Meta ตัดสินใจชะลอการขยายตลาดไปยังสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส อิตาลี และแคนาดาออกไปก่อน แม้จะมีข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัวรายล้อม ความสนใจของตลาดต่อผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ยังคงแข็งแกร่ง
ความหมายสำหรับผู้บริโภคในไทย
Ray-Ban Meta และ Oakley สมาร์ตแกลสยังไม่ได้รับการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยผ่านช่องทางหลักเช่น Power Buy หรือร้านแว่นแบรนด์ดัง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลก ข้อมูลจำเพาะและฟีเจอร์ย่อมส่งผลถึงผู้ใช้ในไทยในอนาคตอันใกล้ หากการสแกนใบหน้าบุคคลที่สามผ่านแว่นกลายเป็นบรรทัดฐาน กรอบกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของไทยซึ่งกำหนดให้การเก็บข้อมูล biometric ต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้ง อาจต้องเข้ามามีบทบาทในการตีความกรณีลักษณะนี้
ทั้ง "NameTag" และ "Connections" ยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับผู้บริโภคในไทยที่ใช้แอป Meta AI อยู่แล้วผ่านบริการ Ray-Ban Meta ที่นำเข้าเอง การตรวจสอบการตั้งค่าการแจ้งเตือนและสิทธิ์การเข้าถึงของแอป รวมถึงการติดตามรายงานต่อเนื่องจาก WIRED และ Android Authority โดยเฉพาะการเปิดทดสอบ beta ในชื่อ "Connections" จึงเป็นสิ่งที่ควรเฝ้าระวัง
Q&A
Q. ตอนนี้ "NameTag" ใช้งานได้แล้วบน Ray-Ban Meta หรือไม่? ยังใช้งานไม่ได้ ปัจจุบันฟีเจอร์ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน และ Meta ระบุว่า "ยังไม่ได้ส่งมอบสิ่งใดให้ผู้บริโภคและยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย" สิ่งที่ WIRED ค้นพบคือโค้ดที่ยังไม่เปิดเผยและโมเดล AI สามตัวภายในแอป
Q. ติดตั้งแอป Meta AI ไว้แล้ว ข้อมูลใบหน้าของผู้ใช้ถูกส่งออกไปที่ใดหรือไม่? Meta ยืนยันว่า "ไม่ได้สร้างฐานข้อมูลใบหน้าแบบรวมศูนย์" ตามรายงาน โมเดล AI ทั้งสามตัว (ตรวจจับใบหน้า ครอบตัด และแปลงเป็น biometric) ทำงานบนเครื่องของผู้ใช้ และ faceprint ที่ใช้เทียบก็ถูกจัดเก็บไว้บนสมาร์ตโฟนของผู้ใช้
Q. ทำไมรายงานของ New York Times เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จึงถูกพูดถึงอีกครั้ง? รายงานในเดือนกุมภาพันธ์อ้างอิงเอกสารภายในที่ระบุว่า Meta กำลัง "วางแผน" ฟีเจอร์จดจำใบหน้า ในขณะที่รายงานของ WIRED ครั้งนี้ระบุว่าชิ้นส่วนของระบบถูกฝังในแอป Meta AI ที่มีผู้ดาวน์โหลดหลายล้านรายแล้ว สะท้อนความเป็นไปได้ว่าการพัฒนาได้ก้าวจากขั้นวางแผนเข้าสู่ขั้นนำไปใช้งานจริง
แหล่งที่มา
- Android Authority — Meta's smart glasses face-recognition plans may be further along than you realize
- ACLU — ACLU and 75 Organizations Sound Alarm on Meta's Plan to Add Facial Recognition Technology to Ray-Ban and Oakley Eyeglasses
- Road to VR — Meta Pauses International Release of Meta Ray-Ban Display Glasses
